วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

นิทานเซน

มีวัดเซนแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในการทำขนมเปี๊ยะอย่างมาก ขนมเปี๊ยะที่ทำออกมานอกจากขนาดใหญ่แล้วยังหอมหวานชวนรับประทาน ดึงดูดให้ผู้คนทั่วทุกสารทิศขึ้นเขามายังวัดแห่งนี้เพื่อขอซื้อขนมเปี๊ยะมาลิ้มลอง

วันหนึ่ง มีขอทานผู้หนึ่งเดินทางมาจากแดนไกลเพราะได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือถึงความอร่อยของขนมที่วัดแห่งนี้ เมื่อมาถึงวัดจึงได้เอ่ยปากต่อพระลูกวัดเพื่อขอลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะอันเลื่องชื่อ ทว่าบรรดาพระลูกวัดเมื่อเห็นท่าทางสกปรกโกโรโกโสของขอทานผู้นี้ก็นึกรังเกียจ จึงไม่ยอมให้ขอทานเข้าไปยังครัวของวัดเพื่อรับขนมเปี๊ยะ จนเกิดการฉุด ลาก ผลัก ดึง กันอยู่ในบริเวณวัด

ในตอนนั้น เจ้าอาวาสได้มาพบเห็นเหตุการณ์ จึงได้กล่าวปรามพระลูกวัดว่า "บรรพชิตต้องมีเมตตาธรรม เหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิบัติตนเช่นนี้" จากนั้นเจ้าอาวาสจึงคัดเลือกขนมเปี๊ยะชิ้นใหญ่ด้วยตัวเอง และนำมามอบให้กับขอทานด้วยความนบนอบ โดยไม่คิดเงิน

เมื่อขอทานเห็นดังนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอันมาก และรับประทานขนมเปี๊ยะรสเลิศจนหมด ก่อนจากไป ขอทานได้ควักเงินทั้งหมดที่มีอยู่น้อยนิดออกมามอบให้กับเจ้าอาวาสเป็นค่าขนมเปี๊ยะ พลางกล่าวว่า "นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ข้าขอทานมาได้ หวังว่าท่านเจ้าอาวาสจะรับไว้" เจ้าอาวาสรับเงินค่าขนมเปี๊ยะมาจริงๆ จากนั้นจึงประนมมือพลางกล่าวอวยพรขอทานว่า "ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดี"

เหล่าพระลูกวัดเห็นดังนั้นก็เกิดความกังขายิ่งนัก และเอ่ยถามเจ้าอาวาสว่า "ในเมื่อท่านบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทานแล้ว ไยจึงรับเงินมา?" เจ้าอาวาสจึงกล่าวตอบว่า "ขอทานเดินทางมาไกลแสนไกลเพียงเพื่อลิ้มลองรสชาติขนมเปี๊ยะของวัดเรา ดังนั้นเราจึงมอบขนมเปี๊ยะให้เขาโดยไม่คิดเงิน ส่วนการที่เขาจ่ายค่าตอบแทนก็แสดงว่าขอทานผู้นี้มีความดีงามในจิตใจ รู้จักวิถีการปฏิบัติตัวในสังคม ด้วยเหตุนี้เราจึงรับเงินนั้นไว้เพื่อเติมเต็มความเคารพในตนเองของเขา ซึ่งจะเป็นแรงขับให้เขามีความสำเร็จยิ่งขึ้นไปในอนาคต"


ปัญญาเซน เจ้าอาวาสบริจาคขนมเปี๊ยะให้เป็นทาน สามารถดับความทุกข์จากความหิวโหยของขอทาน ส่วนการรับเงินค่าตอบแทนกลับมาถือเป็นการเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับขอทาน เนื่องเพราะท้องอิ่มเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการทางร่างกายเพียงชั่วครั้งคราว แต่การเติมเต็มความเคารพในตนเองให้กับจิตวิญญาณของคนคนหนึ่ง จะเป็นแรงผลักดันเกื้อหนุนให้คนผู้นั้นไปตลอดทั้งชีวิต


ที่มา : หนังสือ 《禅的故事精华版》, 慕云居 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 地震出版社, 2006.12, ISBN 7-5028- 2995-4

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ความว่าง ๓ ระดับ

สาระธรรมบรรยาย พระครูวินัยธรทรงศักดิ์ วิโนทโก (หลวงพ่อเอี้ยน)
เรื่อง “ความว่าง ๓ ระดับ”
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ ห้องปฏิบัติธรรม ชั้น ๔ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ



เจริญพรญาติโยมท่านผู้ฟัง ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกๆท่าน บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรม ขอให้ทุกท่านตั้งอกตั้งใจฟัง เพื่อที่จะเก็บข้อมูลเอาไปปฏิบัติ แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันต่อไป

อาตมาก็ให้หัวข้อมาว่า ความว่าง ๓ ระดับ ความว่าง ๓ ระดับเป็นยังไง ก็ขอให้ตั้งใจฟังต่อไป สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือเราฟังกันมาก
เข้าคอร์สในการปฏิบัติ ก็ยิ่งฟังกันมากเป็นพิเศษ แต่ว่าที่สำคัญก็คือ ไม่ได้เอาไปปฏิบัติ ทำให้ธรรมะที่ฟังนั้นเป็นหมัน น่าเสียดายมาก แม้แต่เรารับพระรัตนตรัยไป พระรัตนตรัยก็ยังเป็นหมันเลย ในกลุ่มของพวกเราที่นั่งกันอยู่ที่ตรงนี้ มีใครสักกี่คนที่เข้าถึง
พระรัตนตรัยจริงๆ เพราะว่าพระรัตนตรัยที่เรารับไปนั้น เอาพระพุทธเจ้ามาเป็นที่พึ่ง เอาส่วนไหนของพระพุทธเจ้ามาเป็นที่พึ่ง
เช่นพระพุทธรูปเป็นต้น เป็นสัญลักษณ์อันหนึ่ง แล้วก็เอาพระพุทธเจ้า ที่เป็นตัวบุคคลมาเป็นที่พึ่ง ว่าด้วยเหตุผลเราจะเอาท่านมาเป็นที่พึ่งได้อย่างไร นี่เรียกว่าธรรมะคือพระรัตนตรัยที่รับไปนั้นเป็นหมัน

เรามาทำความเข้าใจกันใหม่ว่า พระรัตนตรัยคือพุทธังสะระณังคัจฉามิ ที่แปลว่าข้าพเจ้าขอเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าที่เป็นตัวบุคคล นั่นเป็นเปลือกของพระพุทธเจ้า อย่างมหายานเขาบอกว่า ถ้าไปเจอพระพุทธเจ้า ฆ่าพระพุทธเจ้าเสีย นี่เราอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ หมายถึงว่าอย่าเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในองค์พระพุทธเจ้าที่เป็นตัวบุคคล พุท-โธ คำว่าพุท-โธๆๆ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
พุท-โธเมื่อก่อนก็เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วพระองค์ก็ออกไปปฏิบัติ จนเป็น พุท-โธ จนพระองค์รู้เรื่องอริยสัจสี่ อริยสัจสี่ ข้อที่ ๑ คือทุกข์ ข้อที่ ๒ เหตุให้เกิดทุกข์ข้อที่ ๓ ความดับทุกข์ ข้อที่ ๔ หนทางให้ถึงความดับทุกข์

ข้อที่ ๑ ความทุกข์เกิดขึ้นมาเพราะอะไร เพราะเราไม่รู้เรื่องจิต ก็ไปเอาจิตมาเป็นตัวกู นี่เรื่องมันเป็นอย่างนั้น ไปเอาจิตนั้นมาเป็นตัวกู เกิดทุกข์ขึ้นมาแล้ว ถ้าจิตเป็นตัวกู ร่างกายก็เป็นของกู อะไรๆมันก็เป็นของกูหมด นั่นคือทุกข์ในอริยสัจ
เราเอาจิตมาเป็นตัวกู

ข้อที่ ๒ เหตุให้เกิดทุกข์ เพราะจิตตัวนั้นมันยังโง่ มันยังไม่ได้ฝึก มันยังเป็นสัตว์ที่ป่าเถื่อน เหมือนกับวัวควาย ที่ยังไม่ได้ฝึกและยังเอามาไถนาไม่ได้ มันเลยทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา ประการที่ ๑ คือความทุกข์ เราเอาจิตมาเป็นตัวกู ประการที่ ๒ เมื่อเอาจิตมาเป็นตัวกูแล้ว มันก็คิดว่าร่างกายนี้ก็เป็นของกู ตาหู ก็เป็นของกู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นกูเป็นของกูหมด นั่นเพราะไม่ได้ฝึก ไม่ได้อบรม เมื่อไม่ได้ฝึกไม่ได้อบรมมันก็มีแต่ความยึดมั่นถือมั่น นั่นคือเหตุให้เกิดทุกข์

ข้อที่ ๓ นิโรธ นิโรธก็คือความดับทุกข์ พุท-โธ เกิดที่ตรงนี้ พุท-โธ เกิดที่นิโรธ

ข้อที่ ๔ เมื่อเราปฏิบัติด้วยการเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาขูดเกลาจิตตัวนี้ ให้จิตตัวนี้มันหายจากความป่าเถื่อน พอมันหายจากความป่าเถื่อนแล้ว มันก็เป็นจิตที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ มันก็เป็น พุท-โธ เป็นผู้รู้ขึ้นมาที่ตรงนี้

ฉะนั้นที่เราภาวนากำหนดลมหายใจเข้า-ออก ว่า พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก มันก็ได้แค่สมถะ คือทำให้จิตสงบแค่นั้นเอง แต่ถ้าหากว่าพุท-โธ นั้นเป็นวิปัสสนา ต้องเห็นอริยสัจสี่ คือเห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ดับทุกข์ หนทาง ให้ดับทุกข์ พุท-โธ เกิดที่ตรงนั้น ฉะนั้นคำว่าพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้

พระธรรม คือความว่างที่สงบเย็น ขอพูดเรื่องความว่างอีกหน่อย ความว่างไม่ใช่ว่าว่างไม่มีอะไร ทุกอย่างมีอยู่ทั้งนั้น แต่ว่ามันว่างจากตัวตน ความว่างก็หมายถึงว่างจากตัวตน เช่นร่างกายของเรานี้ มันก็ไหลเรื่อย ต้องให้เห็นอนิจจัง อย่าเป็นแต่นิจจัง ที่เราเห็นกันทุกวันนี่เห็นนิจจัง เห็นว่าเที่ยง ร่างกายนี้เป็นของเที่ยง จิตนี้ก็เป็นของเที่ยง สรรพสิ่งเป็นของเที่ยง ทุกๆคนที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่เห็นว่าทุกอย่างมันไหลเรื่อยๆต้องเห็นว่าทุกอย่างมันไหลเรื่อย ไม่มีอะไรมันหยุดอยู่กับที่ เห็นมันไหลเรื่อยอยู่อย่างนั้น ก็เรียกว่าอนิจจัง

สิ่งที่เราปรารถนาคือตามใจ ตามใจตา ตามใจหู ตามใจจมูก ตามใจลิ้น ตามใจกาย ตามใจใจ นี่คือจิตที่ไม่ได้ฝึก จิตตัง ทันตัง สุขา วะหัง จิตที่ฝึกแล้วนำความสุขมาให้ จิตที่ไม่ได้ฝึกนำความทุกข์มาให้ มันก็เลยไม่ว่าง เพราะฉะนั้นว่างหมายถึงว่างจากตัวตน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่างจากสรรพสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ขี้ฝุ่นสักเมล็ดหนึ่ง จักรวาลนี้ว่างทั้งนั้น อยู่ใต้อำนาจของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่อสมัยครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขันธ์ ๕ ก็คือเรื่องของความไม่เที่ยงทั้งนั้น แต่เราไปยึดถือเป็นของเที่ยง เพราะมันเป็นสมบัติ ประจำตัว ของปุถุชน
๑.นิจจัง เห็นว่าร่างกายจิตใจนี่เป็นนิจจัง
๒.เห็นเป็นสุขขัง ไม่ใช่เห็นเป็นทุกขัง
๓.เห็นเป็นอัตตา

พอเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมา พระองค์ก็เลยให้เอามาทาบกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา และเป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน พระพุทธเจ้าผู้ค้นพบพระธรรม พระธรรมไม่ใช่ว่าพึ่งมี เป็นของมีอยู่ก่อนแล้ว พระธรรมคือความว่างที่สงบเย็น แล้วพระองค์ก็เอาความว่างที่สงบเย็นนั้น มาไว้ในจิตของพระองค์ พระองค์ก็เลยเป็นพุท-โธ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ตัวพระธรรมเองก็คือความสงบเย็น ตัวความสงบเย็นจะมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง จะมีอยู่ในวัตถุก็ได้ จะมีอยู่ในตัวบุคคลก็ได้ อยู่ในอะไรก็ได้ คือความสงบเย็น ตัวความสงบเย็น ทุกอย่างมาจากพระธรรม สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ สิ่งทั้งปวงใครๆไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวตนของตน ทำไม เพราะทุกอย่างมันไหลเรื่อย

เพราะฉะนั้นพระธรรมคือ ความว่าง ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ แล้วเอามาไว้ที่จิตของพระองค์ นั่นแหละคือพระธรรม สัพเพ ธัมมา นาลัง นั่นแหละเป็นพระธรรมทั้งหมด อย่าเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างเป็นพระธรรม

พระอริยะสงฆ์ พระท่านก็ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม เป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว เมื่อท่านปฏิบัติเอาพระธรรมมาเป็นที่พึ่ง พระธรรม คือความสงบเย็นนั้น พระพุทธเจ้าก็เอาความว่างที่สงบเย็นนั้นมาไว้ที่จิตของพระองค์ พระอริยะสงฆ์ท่านก็เอาความว่างที่สงบเย็นนั้นมาไว้ที่จิตของท่าน

เราพูดง่ายๆว่า (ความว่าง ๓ ระดับ) พระพุทธเจ้าก็คือความว่าง พระธรรมว่าง พระสงฆ์ว่าง นั่นแหละคือตัวจริงของพระรัตนตรัย ให้เรารู้จักตัวจริงของพระรัตนตรัย ไม่ใช่ไปเอาตัวบุคคลมาเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปเอาใบลาน ไปเอาตัวหนังสือ ไปเอาคำพูด มาเป็นพระธรรม ไม่ใช่ไปเอาพระสงฆ์ซึ่งเป็นลูกชาวบ้านมาเป็นที่พึ่ง เราต้องเห็นว่าสิ่งทั้งหมดนั้นเป็นเปลือก พระพุทธเจ้าโดยรูปกายของพระองค์นั้นเป็นเปลือก

ฉะนั้นที่ศาสนาเซนเขาบอกว่าเมื่อเจอพระพุทธเจ้าขอให้ฆ่าพระพุทธเจ้าเสีย ก็หมายถึงว่าเปลือกนะให้ทิ้งเปลือกเสีย อย่าเอาเปลือกของพระพุทธเจ้า ต้องมองดูเนื้อในของพระพุทธเจ้า คือจิตที่สงบเย็น พระธรรมคือตัวความสงบเย็น พระอริยะสงฆ์คือท่านก็มีจิตสงบเย็น เหมือนกับพระพุทธเจ้า แต่ว่าท่านรู้ทีหลัง เราต้องเอาความสงบเย็นมาเป็นที่พึ่ง นั้นนะชื่อว่าถึงพระรัตนตรัย

หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ที่สุญโญ อยู่ที่ความว่าง หัวใจของพระพุทธศาสนานั้น เมื่อเราเห็นทุกอย่างว่าง เราปฏิบัติธรรมๆ แล้วเราเห็นความว่าง เห็นจุดว่าง เห็นอะไรว่างนั่นนะเรียกว่าเริ่มที่จะถึง

ความว่าง ๔ ระดับ
ระดับที่ ๑ คือพระโสดาบัน ละสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ละสักกายทิฐิ คือ ความเห็นว่าตัวกูที่ร่างกาย พิจารณาเวลานั่งพอจิตเป็นสมาธิแล้ว แล้วก็ภาวนาว่าอ๋อ ร่างกายนี้มันก็มีแต่ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ถ้าดูอาการ ๓๒ ดูเกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ มังสัง ฯลฯ ให้ครบ ๓๒ พอดูแล้ว ไอ้ส่วนที่เป็นร่างกาย มันก็เป็นส่วนอนิจจัง มันเป็นทุกขัง เมื่อเราไปยึดมั่นถือมั่น มันเป็นอนัตตาไม่ใช่มันเป็นอัตตา ไอ้ที่เป็นอัตตามันเป็นตัวโง่ของเราเข้าไปยึดถือว่าเป็นอัตตา ว่ามันเป็นตัวกู
อันที่จริงไม่ได้เป็นอัตตา มันเป็นอนัตตา

ฉะนั้นพระโสดาบันเป็นผู้หนักแน่น พระที่ท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว เป็นผู้หนักแน่นในพระพุทธเจ้า หนักแน่นในพระธรรม หนักแน่นในพระสงฆ์ หนักแน่นยังไง ท่านเคารพ ท่านศรัทธา ท่านเลื่อมใส ไม่ถอยหลังแล้ว โสดาบันนี่คือละสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา ไม่มีความลังเลใจแล้ว ให้ว่างๆเข้าไว้ ว่างคำเดียวคือว่างจากตัวกู ว่างนี่คือว่างจากตัวกู ตัวกูนี้ก็ไม่ใช่ตัวกู จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวกู ความว่างระดับที่ ๑ พระโสดาบัน ละได้ ๓ อย่าง สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นั่นก็ว่างแต่ว่าว่างไม่หมด นั่นคือระดับ ๑ พระโสดาบัน

ระดับที่ ๒ พระสกิทาคามี ยังละอะไรไม่ได้ ก็คล้ายๆกับพระโสดาบัน แต่สูงขึ้นไปหน่อยหนึ่ง คือท่านทำโลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางแค่นั้นเอง เช่นว่าเมื่อก่อนนี้เป็นคนขี้โกรธ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็เป็นคนขี้โกรธเหมือนกัน แต่ว่าโกรธอยู่ภายใน ไม่โกรธอยู่ภายนอก เมื่อก่อนพอโกรธปากก็ลั่นออกไปเลย วาจาที่ไม่เหมะสม ก็พูดออกไปเลย หรือว่ามือก็ถึงเลย พระสกิทาคามี เก็บความโกรธเอาไว้
ยังมีความโกรธแต่ว่าเก็บเอาไว้ในใจ ไม่ให้มันออกมาอาละวาดภายนอก ฉะนั้นพระสกิทาคามีท่านก็มีความว่างเหมือนกัน แต่ยังว่างไม่หมด

ระดับที่ ๓ พระอนาคามี ท่านยังว่างไม่หมดอีก ท่านเพียงแต่ละกามราคะกับปฏิฆะ กามราคะก็คือความอยาก ก็คือจำเป็นนั่นแหละ ตัดไอ้จำเป็นไปเสียเลยนั่นเรียกกามราคะ กามราคะระหว่างเพศเรียกว่ากามราคะ ปฏิฆะคือความยินร้ายความไม่พอใจ
ความยินร้ายคือพูดแล้วไม่เพราะหู ก็ออกไปทันทีเลย ท่านบอกว่าห้ามไม่ให้ยินดี ไม่ให้ยินร้าย ฟังง่ายแต่ว่าเข้าใจยาก ปฏิบัติยาก
ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย สิ่งที่มาให้เรายินดีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ โอ้มันเป็นอนิจจัง มันเป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน นี่คือ ธรรมะชั้นสูง ให้เห็นเกิดเห็นดับ เห็นว่างจากตัวตน

อาตมาตอนที่ปฏิบัติใหม่ๆนะ ต้องปวารณาสักแต่ว่าธาตุว่างๆ เวลาฉันอาหารนี่ คำที่ ๑ สักแต่ว่าธาตุว่าง ใส่เข้าไปในปาก ก็ภาวนาเคี้ยวไป ธาตุว่างๆ พอรู้สึกว่าอร่อย ก็สักแต่ว่าธาตุว่าง พอรู้สึกว่ามันไม่อร่อยก็สักแต่ว่าธาตุว่าง ก็มันเกิดมันดับ มันว่างๆ อยู่อย่างนั้นแหละ นี่เรียกว่าวิธีกินอาหาร มันเกิดดับๆในปาก วินาทีหนึ่งมันเกิดดับไม่รู้กี่ครั้ง ที่มันเกิดดับๆ เพราะมันว่างจากตัวตน กายกับสัมผัส สิ่งที่มากระทบกายเขาเรียกว่าสัมผัส สิ่งมากระทบกายที่เรียกว่าสัมผัสนั้น จะเป็นความร้อน เย็น อ่อนหรือแข็งหรือว่าอะไร ก็เพียงแต่ว่ากระทบ ทางกายมันก็เกิดดับๆ ว่างจากตัวตน

สโลแกนท่านพุทธทาส จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ทำยังไงทำงานด้วยจิตว่าง ไม่ใช่จิตไม่มี จิตมีแต่จิตนั้นเป็นธรรมชาติ ทีประกอบด้วย สติปัญญา ทำงานก็ทำงานด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ทำด้วยความโง่ เหมือนนั่งฟังธรรมอยู่อย่างนี้ ถ้านั่งฟังโง่ๆ แล้วมันก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้านั่งฟังให้ดี ฟังแล้วมันก็จะได้ปัญญา ๓ ระดับ ปัญญาระดับที่ ๑ สุตตะมยปัญญา ปัญญาที่ ๒ เอาไอ้ที่ฟังแล้วไปคิด เอาไปคิดก็ทำให้เกิดจินตมยปัญญา เอาไปคิดแล้วก็ยังไม่พอ เอาไปภาวนา เอาที่ฟังนั่นแหละเป็นขั้นตอนเอาไปภาวนา เรียกว่าภาวนามยปัญญา เกิดปัญญาระดับที่ ๓ ขึ้นมา มันจะว่างได้

จิตกับธรรมารมณ์นี่สำคัญ จิตนี่ ไม่ใช่ใจนะ ใจคือมโน จิตก็คือจิต จิตก็คือจิตโง่ๆไปเรียนเซนอย่างนี้เรียกว่าจิตอวิชชา อวิชชาเกิดก็เพราะอะไร อวิชชาเกิดก็เพราะเอาจิตโง่ ไปเป็นตัวกู นี่เขาเรียกว่าจิต ทีนี้ใจเรียกว่ามโนสังขาร ใจมีหน้าที่คิด จิตมีหน้าที่รู้ จิตนะรู้ รู้ตามความเป็นจริง รู้แจ้งเห็นจริงที่เราทำวิปัสสนา ให้รู้แจ้งเห็นจริง เห็นอะไร ก็เห็นธรรมารมณ์ที่มันเกิด มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปๆ

อย่าเข้าไปยึดมั่นถือมั่นอารมณ์ที่มันเข้ามา อารมณ์ดีใจ-เสียใจก็ไม่เข้าไป ยึดมั่นถือมั่น อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่มันเกิดขึ้น ใจที่มันเกิด จิตที่มันเกิดขึ้นเรียกว่าธรรมารมณ์ มันก็เป็นอนิจจัง อนัตตา เป็นสุญญตาว่างจากตัวตน นี่คือพระอนาคามี ท่านเห็นแล้วก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย กามราคะก็คือยินดี ปฏิฆะก็คือยินร้าย ท่านตัดโดยเด็ดขาด แม้แต่ในเรื่องของการเสพกาม ท่านก็ไม่ยินดี คนที่ไม่เป็นพระอนาคามี เสพกามแล้วก็พอใจ พอใจก็เสพ เสพแล้วก็เบื่อ คิดว่าไม่เอาอีกแล้ว ไม่นานก็เอาอีก นั่นไม่ใช่พระอนาคามี
พระอนาคามีเขาเห็นแล้ว มีแต่เรื่องสกปรก มีแต่ของน่าเกลียดน่าชัง ท่านเบื่อ ท่านเบื่อสิ่งเหล่านั้น เห็นตามความเป็นจริง ว่ามันไม่มีอะไรเลย มันเรื่องของประสาทที่มันทำให้เกิดดับๆ เป็นช่วงระยะที่ว่ามันถี่ๆถึงที่สุด เพราะฉะนั้นท่านจะไม่เอาแล้วกามราคะ ท่านก็ละกามราคะได้ นี่คือเรื่องที่สุดยอดของอนาคามี คือละกามราคะ

เรื่องที่สองของท่านคือปฏิฆะ ปฏิฆะ คือความไม่พอใจ ท่านละทิ้งทั้ง ๒ อย่าง ความพอใจ-ไม่พอใจท่านก็ไม่เอาทั้ง ๒ อย่าง เห็นว่า เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน พระอนาคามีท่านก็ยังว่างไม่หมดอีก ว่างได้แค่ ๗๐% เอง

ขั้นที่๔ พระอรหันต์ ท่านละ๕ อย่าง ท่านตัดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุจธัจจะ แล้วสุดท้ายก็คืออวิชชา รูปราคะ ท่านละรูปฌาน อรูปฌาน ก็อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มานะภาษาบาลี
ไม่ใช่แปลว่าอดทนตามภาษาไทย ภาษาบาลี ภาษาธรรมะนี่ มานะหมายถึงความถือตัว กูเก่งกว่าคนนั้น คนนี้ กูเก่งกว่าเขา กูดีกว่าเขา กูเลวกว่าเขา กูเสมอเขา นั่นคือมานะ พระอรหันต์ท่านละรูปราคะ ท่านละมานะ อุทธัจจะ คือความทึ่ง ทึ่งทุกอย่าง อะไรก็ทึ่งทุกอย่าง มันจะมีประโยชน์อะไร อย่าไปทึ่ง อะไรๆก็ไม่ต้องไปทึ่งๆ แม้เด็กตกใจ ฟ้าผ่าเปรี้ยงตกใจไปทึ่ง ตกใจก็ไม่ใช่แล้ว
สติมาไม่ทัน เพราะฉะนั้นต้องใช้สติ ใช้สติในที่นี้ก็ต้องปฏิบัติสติปัฏฐานสี่

จะกล่าวให้ฟังถึงสติปัฎฐานสี่ ต้องเอาให้จบไม่ใช่ฟังครึ่งท่อน

สติปัฏฐานสี่ ข้อที่ ๑ มีสติเห็นว่ากายในกายนี้ไม่ใช่สัตว์ มิใช่บุคคลตัวตนเราเขา นั้นมันครึ่งท่อน มันต้องเห็นว่ากายนี้ เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน นั่นเรียกว่าสติปัฏฐานสี่ที่เป็นวิปัสสนา ถ้าว่ากายนี้ไม่ใช่สัตว์ มิใช่บุคคลตัวตนเราเขา ยุบหนอ พองหนอ มันได้แค่สมถะเอง นั่งพุทโธๆ ได้แค่สงบ นิดเดียวดีใจแล้วมันได้สงบ เราต้องยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ฉะนั้นสติปัฏฐานสี่ ต้องเป็นวิปัสสนาด้วย เป็นทั้งสมถะเป็นทั้งวิปัสสนา เป็นวิปัสสนา เห็นกายนี้เป็นอนิจจัง เห็นอนัตตา เห็นสุญญตา ว่างจากตัวตน นั่นคือสติ ต้องมีสติให้ไว สติต้องดึงปัญญามาให้ไว

สติปัฏฐานสี่ ข้อที่ ๒ มีสติเห็นเวทนาในเวทนา ว่าเวทนานี้ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราเขา นั่งเมื่อย..เวทนาเกิดแล้ว เวทนาเกิดไม่ยุ่งไม่เปลี่ยนท่าเปลี่ยนทาง เป็นก็เป็นไป มันก็ต้องหายเอง ต้องอย่างนั้นนะ นั่นเรียกว่าเวทนา คนที่ทำสมาธิส่วนมาก เกิดเวทนาอย่างนั้นขึ้นมา เวทนาเกิดทั้งทางกาย เกิดทั้งทางใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราระวังไม่เข้าไปยินดี ยินร้าย มีสติเห็นเวทนาว่านี่ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เรา เขา

เวทนานี้เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน เวทนานั้นว่างอีกแล้วเห็นไหม สมมุติว่าเราเจ็บไข้ได้ป่วย เขากำลังให้น้ำเกลืออยู่ กำลังให้ออกซิเจนอยู่ มันเกิดเวทนาขึ้นมา ก็เปลี่ยนเวทนานั้น ก็ภาวนาสักแต่ธาตุว่างๆ หรือไม่ใช่กูๆ ภาวนาว่าไม่ใช่กูมันจะเห็นชัดเจน ทีนี้พอไม่ใช่กูมันไม่ใช่กูจริงๆ เสร็จแล้วมันจะแยกจิตออกจากเวทนา จิตนั้นไม่ไปแบกเวทนาอยู่ ก็ทำให้คนเดียว แบ่งเป็น ๒ คน พอแบ่งออกเป็น ๒ คน อีกคนหนึ่งออกไปยืนยิ้มอยู่ เออมันไม่เห็นเจ็บปวดเลย มันเจ็บปวดอยู่ที่ร่างกายโน้น แต่ว่าร่างกายนี้มันไม่เจ็บปวดเลย การปฏิบัติมันต้องอย่างนี้ นี่เรียกว่าความว่าง ความว่างอย่างนั้น ว่างจากเวทนา ว่างจากกาย

สติปัฏฐานสี่ ข้อที่ ๓ สติเห็นจิตในจิต ว่าจิตนี้ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ตัว ตน เรา เขา จิตนี้เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน แม้แต่จิตยังเป็นธรรมชาติที่ว่าง มันไม่ใช่ตัวเราเลย เป็นธรรมชาติที่ว่างจากตัวตนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่มีตัวตน มีแต่ว่างจากตัวตน

เราปฏิบัติให้ดี ให้เข้มแข็ง ให้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เอาลวกๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เช่น เดินอย่างนี้ไม่ใช่กู ไม่ใช่กู อาตมาสอนไม่เหมือนคนอื่นนะ สอนไม่ใช่กู เดินก็ไม่ใช่กู นั่งก็ไม่ใช่กู นอนก็ไม่ใช่กู หายใจเข้าก็ไม่ใช่กู หายใจออกก็ไม่ใช่กู ไม่ใช่กูมันกระเทือนไปหมด ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งร่างกายและจิตใจ มันจะกระเทือนไปหมดแหละถ้าไม่ใช่กู นี่เรียกว่ามีสติเห็นจิตในจิต ว่างที่ ๓ ต้องมีสติ จิตก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อาศัยสติ อาศัยสติยังไม่พอยังต้องอาศัยปัญญา สติดึงปัญญามา พระโมฆราชทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำยังไงคนถึงไม่ตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนโมฆราช สุญตโต โลกํ อเวกฺ ขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ฯลฯ ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติมองโลกด้วยความเป็นของว่าง ถอนอัตตานุทิฐิ อัตตาความเป็นตัวกู ความเห็นว่าตัวกูออกไปเสียแล้ว มัจจุราชจะมองท่านไม่พบหาท่านไม่พบ เรียกว่ามีสติ

เวลาเราจะตาย เวลาเราเจ็บ เมื่อมีสติอยู่กับความว่างแล้ว ความเจ็บก็อยู่ส่วนความเจ็บ ส่วนจิตก็อยู่กับจิตที่ว่าง นี่ถ้าใครทำได้อย่างนั้นก็วิเศษเลย เรียกว่ามีสติมองโลกด้วยความเป็นของว่าง ในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่มีตัวตนหรอก มันว่างจากตัวตนทั้งนั้น ว่างจากตัวกู ถ้าจิตว่าง ทุกอย่างว่างหมด ถ้าจิตไม่ว่างทุกอย่างมีหมด ทุกอย่างก็เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็ทุกข์หมดเหมือนกัน ฉะนั้นต้องทำจิตให้ว่างจากตัวกู เห็นจิตให้เอาอนิจจัง เอาอนัตตา เอาสูญญตาไปจับที่จิต ว่าจิตเองก็เป็นอนิจจัง จิตเองก็เป็นทุกขัง(ถ้าเข้าไปยึดมั่นถือมั่น) จิตเองก็เป็นอนัตตา จิตเองเป็นสูญญตา ว่างจากตัวตน ให้เห็นจิตว่าง หายใจเข้าก็อยู่แบบจิตว่าง หายใจออกก็อยู่แบบจิตว่าง ให้อยู่กับจิตว่างตลอดเวลา บางคนเห็นเกิดดับแล้วก็ยังไม่เห็นว่าง เลยสงสาร ก็เพราะมันว่างมันจึงเกิดดับ ถ้าไม่ว่างมันก็ไม่เกิดไม่ดับ ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน

เรื่องจิตว่าง ให้ไปอ่าน “ฮวงโป” ของท่านอาจารย์พุทธทาส หนังสือนี้อ่านยาก จะมีธรรมะอยู่ในนั้นมาก แต่แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคือสุญญตา สุญญตาคือความว่าง ถ้าจิตว่าง อย่างอื่นมันก็ว่าง ร่างกายมันก็ว่าง มันก็ว่างหมด เรียกว่าเห็นจิตในจิต

ข้อสุดท้ายของสติปัฏฐาน ๔ มีสติเห็นธรรมในธรรม ว่าธรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ธรรมนี้เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา ว่างจากตัวตน เห็นธรรมในธรรมนี่คือ เห็น ๑.ในอริยสัจสี่ ๒.เห็นขันธ์ ๕ ๓.เห็นปฏิจจสมุปบาท เห็น ๓ อย่างนี้ สัมมาทิฐิในอริยมรรคมีองค์ ๘ มีความเห็นอันถูกต้อง การเห็นไม่ใช่เห็นกับตา ต้องเห็นกับปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะไม่เห็น เห็นกับตามีแต่ขี้ตา ไม่พอที่จะเห็น มันเกิดปัญญาขึ้นมาไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องใคร่ครวญเราต้องพิจารณา เราต้องศึกษา เราต้องปฏิบัติ เราต้องภาวนา มันจึงเห็น ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะไม่เห็น ไม่เห็นอริยสัจสี่ ไม่เห็นธรรมในธรรมนี่ เห็นอริยสัจสี่ ขันธ์๕ เห็นทุกข์ ก็ทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ ทุกข์ก็เอาจิตมาเป็นตัวกู เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ทุกข์เป็นสิ่งที่เราควรกำหนดรู้
ทุกข์เรากำหนดรู้ได้แล้ว

พระองค์ทรงแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ เรียกว่าธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร เรื่องอริยสัจสี่ ก็คือเรื่องเกิดดับ เรื่องเกิดดับก็คือว่าง เรื่องขันธ์ ๕ ก็คือเรื่องเกิดดับ ก็ว่าง เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็คือเรื่องเกิดดับทั้งนั้น เมื่อเราปฏิบัติเห็นเกิดเห็นดับเห็นว่าง ต่อไป
ก็อยู่กับว่าง ขอให้มีสติให้ไว คือมีสติแล้วดึงปัญญามา เช่นตาเกิดดับ รูปเกิดดับ จักขุวิญญาณเกิดดับ ผัสสะเกิดดับ เวทนาเกิดดับ พอไปถึงเวทนาตัวนั้นต้องมีสติให้ทัน แล้วก็ดับทันทีตรงนั้น ถ้าไม่ดับเสียจะมีเหตุ ก็คือจะเกิดตัณหา เกิดอุปาทาน เกิดภพ ชาติ ทุกข์ขึ้นมา ครบวงจรของความทุกข์ ถ้าหากว่าเราดับที่เวทนาตัวนั้น มันก็จะดับเลย นี่ทางตานะ ถ้าทางหูก็เสียง โสตะวิญญาณ ผัสสะ เวทนา แล้วก็ดับเสียนี่ พอทางจมูกก็กลิ่น แล้วก็รส คานะวิญญาณ ผัสสะเวทนาแล้วก็ดับเสีย ให้มีสติให้ทันทุกๆเรื่อง

ถ้าทางใจก็ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ ผัสสะ เวทนา เหมือนกัน ทุกข้อเหมือนกัน ไปพิจารณาดูกันให้ดีๆ ไปดับที่
เวทนาตัวนั้น ถ้าไม่ดับที่เวทนามันจะกลายเป็นตัณหา กลายเป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ ลงที่ตัวทุกข์ นั่นเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทก็คือการเกิดดับของสิ่งทั้งปวงนั้น มันทำงาน ตา, รูป, จักขุวิญญาณ ทั้ง ๓ อย่างทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัย ทำให้เกิดเวทนา พอเกิดเวทนาแล้วรีบมีสติ ดึงปัญญามาทันทีเลย ต้องฝึกสติปัฏฐาน ๔ เพื่อจะให้เกิดปัญญา ฉะนั้นถ้าเราปฏิบัติแนวสติปัฏฐาน ๔ แล้วเป็นสมถะอยู่ไม่สามารถเป็นปัญญาขึ้นมาได้ ก็ไม่สามารถที่จะดึงปัญญาขึ้นมาได้
ฉะนั้นสติปัฏฐาน ๔ เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา

พระอรหันต์ท่านตัดรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุจธัจจะ แล้วสุดท้ายก็คืออวิชชา อวิชชามันอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่เอาจิตมาเป็นกูนั่นแหละ อวิชชามันอยู่ที่ตรงนั้น พอมีอะไรขึ้นมาก็เอาจิตมาเป็นกู อวิชชาเข้ามาทุกที อาตมาบอกว่า ไม่ใช่กูๆ ไม่ใช่กูคือ อวิชชามันจะดับ อวิชชามันเจ็บปวด พอเราว่าไปนานๆ ว่าไปจนเป็นนิสัย จนเห็นว่ามันไม่ใช่กูจริงๆ มันกระเทือนถึงอวิชชาตัวแม่มันเลย อวิชชาคือตัวกู

การที่เราจะปฏิบัติถอนตัวกูออกไปเสีย มันยาก แต่ถึงยากอย่างไร เอาชีวิตเข้าเป็นเดิมพันเลย ในชาตินี้ถ้าเข้าปฏิบัติ ตายเป็นตายถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ หรือพระอริยบุคคล ชั้นใดชั้นหนึ่ง จะไม่หยุดเป็นอันขาด มันไปแล้วมันหยุดไม่ได้ เพียงแต่เห็นพระรัตนตรัย
เอาพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่ง เห็นพระพุทธเจ้าว่าง เห็นพระธรรมว่าง เห็นพระอริยะสงฆ์ว่าง อย่างนี้ มันก็หนักแน่นแล้ว แค่นี้ก็หนักแน่นแล้ว

ฉะนั้นเราอย่าปฏิบัติหลวมๆ ปฏิบัติให้จริงๆจังๆ ปฏิบัติต้องต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นที่ฟังไปจะเป็นหมัน เราไม่เอาไปปฏิบัติ จับให้ได้สักตัวหนึ่งว่าจิตนี้ไม่ใช่กู ง่ายๆแต่ว่าปฏิบัติยาก เราไม่กลัวยาก ยากขนาดไหน ตายก็ตายเราไม่กลัว ปฏิบัติชนไปเลย ไม่ต้องกลัวเลย เช่นว่าคนกลัวผีอย่างนี้ คนกลัวผีก็ภาวนาว่าไม่ไช่กูๆ ไม่ใช่กูแล้วมันจะหลอกใคร ถ้าไม่ใช่กู ผีมันก็กลัว ใช้คำว่าไม่ใช่กู ถ้ามีกูก็ถูกผีหลอก ให้ภาวนาว่าไม่ใช่กูๆ มันผีอวิชชาๆ อวิชชามีกิเลสเวลาที่มันเกิดขึ้น รู้ทันทันที พอเกิดขึ้นมาที่จิต รู้ทันทันที ว่ามันไม่ใช่กูๆ ท่านให้เดินก็ไม่ใช่กูเดิน นั่งก็ไม่ใช่กูนั่ง นอนก็ไม่ใช่กูนอน ไม่ใช่กูทั้งนั้น กินก็ไม่ใช่กูกิน อาบก็ไม่ใช่กูอาบ ตายก็ไม่ใช่กูตาย ไม่ใช่กูทั้งนั้น ธรรมชาติมันทำหน้าที่มันเองอย่างนั้น นี่เรียกว่าไม่ใช่กู

ทำจิตนี้ให้มันว่าง ว่างจากกู พระโสดาบันก็ว่าง แต่ว่างไม่หมด พระสกิทาคามีก็ว่าง แต่ว่างไม่หมด พระอนาคามีว่างแต่ก็ว่างไม่หมด ต้องไปถึงชั้นพระอรหันต์ถึงจะว่างหมด ดับหมด เรียกว่าว่าง-ดับ ระดับที่ ๔ จึงจะว่างหมด ระดับที่ ๑-๓ ว่างไม่หมด

ญาติโยมทั้งหลายวันนี้ก็พูดเรื่องความว่าง ญาติโยมอาจจะหนักอกหนักใจมาก แต่ว่าไม่เป็นไรไปพิจารณาดู ทำให้เกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาให้ได้ พอเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาแล้ว ก็ภาวนาว่าไม่ใช่กูๆ สักวันหนึ่งคำว่าไม่ใช่กูมันจะแจ้งมาที่จิตของเรา มันจะเห็นจริงเข้ามาอย่างนั้น นั่งว่าพุท-โธๆตั้งแต่หัวดำจนหัวหงอก ยังไม่เห็นอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะว่าพุท-โธ เรารู้ว่าได้แค่สมถะ เอาไปไหนละ แต่ถ้าพุท-โธเป็นวิปัสสนา พุท-โธเป็นสุญญตา เป็นความว่าง นั่นต้องให้ยืดออกไปต้องให้ยาวออกไป ต้องให้แจ่มแจ้งออกไปมันจึงจะใช้ได้ มองเวลาก็เห็นว่าพอสมควรแล้ว ขอความสุขความเจริญในธรรมจงเกิดมีแก่ญาติโยมที่ปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบจงทุกๆท่านเทอญ.

Source:http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=33341&start=0&st=0&sk=t&sd=a

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่ และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้ อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา

กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิน

หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3.พยายาม ตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเรา เพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง

ทางแห่งความหลุดพ้น

เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่า ชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้น จึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้ง เพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน

แต่งใจ

ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็น จะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกาย เป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ?

กรรมลิขิต

เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต

อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง

เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ

นักบุญ

การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะ ทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น

ละความตระหนี่มีสุข

ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้น จึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน

อย่าเอาเปรียบเทวดา

ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดี นี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญ และบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย

บุญบริสุทธิ์

การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้น ก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน

สั่งสมบารมี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

เมตตาบารมี

การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขา ท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมี ในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน

แผ่เมตตาจิต

ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า

อานิสงส์การแผ่เมตตา

ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไป เมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้

ประโยชน์จากการฝึกจิต

ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม

คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี )

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มังสวิรัติ (กินเจ)เพื่อสุขภาพและอายุยืนยาว

โดย น.พ. โชติช่วง ชุตินธร 7 ตุลาคม 2553 00:30 น.

มีงานวิจัยที่เชื่อถือได้รายงานว่าคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติที่เป็น เพศชายจะมีอายุยืนยาวขึ้น 8 ปีกว่า และเพศหญิงจะมีอายุยืนยาวขึ้น 7 ปี กว่า เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กินอาหารมังสวิรัติ (Seventh-day Adventist Dietetic Association)

คนทั่วไปมักเข้าใจว่า ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์จะไม่แข็งแรง และเป็นโรคขาดอาหาร แต่ความเป็นจริงปรากฏว่า คนที่กินอาหารมังสวิรัติ มีสุขภาพสมบูรณ์กว่า และไม่เป็นโรคขาดอาหาร กลับจะเป็นโรคน้อยกว่าด้วย เช่น โรคหัวใจวาย โรคมะเร็ง โรคพยาธิ และโรคที่ติดเชื้อจากสัตว์

อาหารมังสวิรัติไม่ใช่มีไว้เฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่ถือศีล หรือเคร่งครัดในเรื่องศาสนาเท่านั้น แต่ปัจจุบันคนทั่วโลกหลายล้านคนหันมากินอาหารมังสวิรัติ เพื่อสุขภาพเป็นหลักใหญ่

นักมังสวิรัติ จำแนกได้ 4 ประเภท

1. กินธัญพืช ( ข้าวหรือข้าวกล้อง) ถั่ว พืชผักและผลไม้ ( Vegan)

2. กินเหมือนข้อ 1 แต่ดื่มนมด้วย ( Lacto-vegetarian)

3. กินเหมือนข้อ 1 แต่ดื่มนมและกินไข่ด้วย ( Lacto-ova-vegetarian)

4.กินเจ กินเหมือนข้อ 1 แต่ งด กุยช่าย ต้นหอม ผักชี กระเทียม (Chinese vegetarian)

ประมาณ 500 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์และคนส่วนมาก คิดว่าโลกแบน มีเพียงคนกลุ่มน้อยที่เชื่อว่าโลกกลม เช่น โคลัมบัส ซึ่งกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อพิสูจน์ให้ชาวโลกได้รู้ว่าที่แท้โลกเรากลม โดยแล่นเรือจนค้นพบอเมริกาแต่กระนั้นต้องอาศัยเวลานานกว่าคนทั่วไปจะยอมรับ ในความจริงข้อนี้ ก็เช่นเดียวกันกับสมัยนี้ที่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่า การกินอาหารมังสวิรัติ จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงเท่ากับคนที่กินเนื้อสัตว์ ทั้งที่ในต่างประเทศ หรือแม้แต่ในเมืองไทยเองก็มีแพทย์ และนักโภชนาการหลายท่านยืนยันว่าคนกินอาหารมังสวิรัติไม่มีปัญหาด้านการ เจริญเติบโตหรือด้านสุขภาพเลย เพราะมีหลักฐานชัดเจนอยู่ใน 2 ข้อ ต่อไปนี้ คือ

1.หลักฐานทางโภชนาการ หรือทางวิทยาศาสตร์

2.หลักฐานจากชีวิตจริงของนักมังสวิรัติ

ข้อ 1 มีหลักฐานทางโภชนาการ พิสูจน์ แล้วว่า อาหารมังสวิรัติมีคุณค่าทางธาตุอาหารครบทุกหมู่ โปรตีนในถั่วเหลืองและถั่วต่างๆ ตลอดจนธัญพืช มีคุณภาพเท่าเทียมกับเนื้อสัตว์ จึงไม่ต้องห่วงว่า คนกินอาหารมังสวิรัติ จะได้โปรตีนไม่เพียงพอ โปรตีนบางชนิดที่ถั่วมีน้อยนั้น เราจะเสริมได้ง่ายๆโดยการกินอาหารประเภทข้าว ซึ่งมีโปรตีนที่สำคัญจำนวนมาก คือ เมไธโอนิน methionine การกล่าวอ้างที่ว่าโปรตีนจากถั่วเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ (incomplete protein) และเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ (complete protein) นั้นไม่ค่อยถูกต้องเพราะในทางปฏิบัติไม่มีใครไม่กินข้าว ดังนั้น การกินโปรตีนจากถั่วและข้าว ก็จะได้โปรตีนที่สมบูรณ์ทดแทนกันได้จึงไม่มีปัญหา

ในการประชุมนักโภชนาการนานาชาติครั้งที่ 6 ที่ประเทศอังกฤษมีรายงานตามหลักโภชนาการออกมาว่า การรวมตัวของโปรตีนจากพืชต่างชนิดกันจะทำให้ได้โปรตีนไม่ต่างจากโปรตีนที่ได้จากสัตว์เลย

ส่วนที่เด็กกินอาหารมังสวิรัติจะได้โปรตีน และสารอาหารต่างๆ เพียงพอหรือไม่นั้น คำตอบคือ “ไม่มีปัญหา” เพราะเด็กที่กินอาหารมังสวิรัติใช่ว่าจะกินพืชผักทันทีที่ลืมตาดูโลก เด็กจะดื่มนมแม่ก่อน (หรือไม่ก็นมผง) พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มกินข้าว พืชผัก และถั่วบด และผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย แต่เด็กก็ยังดื่มนมต่อไปเรื่อยๆ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่กินอาหารมังสวิรัติมักจะดื่มนมหรือนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ตลอดไป ในขณะที่บางคนก็กินไข่ด้วย ความกังวลที่ว่า เด็กจะขาดธาตุอาหารจึงเป็นอันตัดไป

ข้อ 2 หลักฐานจากชีวิตจริงของนักมังสวิรัติ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่กินอาหารมังสวิรัติ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด มีความเฉลียวฉลาดเหมือนคนที่กินเนื้อสัตว์ สมองเจริญเติบโตดีเหมือนกันและอาจจะดีกว่าเสียด้วย จะเห็นได้จาก ประวัติศาสตร์ที่มีคนเก่งๆ ของโลกเป็นนักมังสวิรัติ เช่น เลียวนาโด ดาวินซี, เซอร์ไอแซค นิวตัน, มหาตมะคานธี และนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก อีกหลายท่าน เช่น Carl Lewis นักวิ่ง 9 เหรียญทอง Murray Rose นักว่ายน้ำ 6 เหรียญทอง และ Paavo Nurmi นักวิ่ง 9 เหรียญทอง หรือดูกันง่ายๆคือ ชนชาติ ต่างๆ เช่นที่ อินเดีย มีซิกข์ ฮินดู แยนหรือที่ อเมริกามีคริสเตียนคณะเซเว่นเดย์แอ็ดเวนตีสซึ่งกินอาหารมังสวิรัติกันมาหลาย ชั่วอายุคนแล้ว เขาไม่มีปัญหา ถ้ามีปัญหาเขาก็คงสูญพันธ์ไปแล้วแต่ปรากฎว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีมากขึ้นด้วย ซ้ำ

ผักเป็นอาหารจำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักมังสวิรัติหรือ ไม่ แต่ก็มีบางคนไม่ค่อยกินผักเสียเลย เขาก็จะขาดแร่ธาตุต่างๆตลอดจนกากใยที่มีอยู่ในผักซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิด มะเร็งลำไส้ใหญ่ บางคนกลัวยาฆ่าแมลงตกค้างในผักก็เลยไม่ค่อยกล้ากินผัก ทางที่ถูกคือ ต้องล้างผักในน้ำที่ไหลริน หลายๆครั้ง เพื่อให้น้ำชะล้างยาฆ่าแมลงออกไป หรือถ้าทำได้ ก็ปลูกผักสวนครัวเองหรือเลือกซื้อผักปลอดสารพิษ
นักวิจัยในสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าเนื้อสัตว์ต่างๆที่คนนำมาบริโภคมียาฆ่าแมลงมากกว่าพืชผัก บางทีมากกว่าถึง 13 เท่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะสัตว์ต่างๆ ก็กินพืชผัก หรือหญ้าที่มียาฆ่าแมลงเข้าไป ยิ่งอายุของสัตว์ยืนนานเท่าใด ก็ยิ่งสะสมไว้มากเท่านั้น

ดร. จี เอส ฮันติงตัน แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาระบบย่อยและฟันของมนุษย์ และยืนยันว่า มนุษย์เรามีระบบย่อยและฟัน ที่เหมาะสมที่จะย่อยหรือบดเคี้ยวพืชผักมากกว่าเนื้อสัตว์

ปัจจุบันเมืองไทยเรายังมีเด็กและผู้ใหญ่เป็นโรคขาดอาหาร และอาหารมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆดังนั้นการกินอาหารมังสวิรัติจะเป็นวิธีหนึ่ง ที่แก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัวเพราะอาหาร พืชผักและถั่วราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์

โปรตีนในเนื้อสัตว์มีราคาเป็น 6 เท่าของโปรตีนในถั่วเหลือง เช่น เนื้อวัวหรือเนื้อหมู 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 90 บาท ส่วนถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม ประมาณ 30 บาท แต่ให้โปรตีนเป็น 2 เท่าของเนื้อสัตว์ และมีคุณภาพทางโปรตีนเท่าเทียมกัน ( เมื่อกินข้าวด้วย)

ถ้าคนมีรายได้น้อยจะเลิกเห่อหรือหลงค่านิยมของการกินเนื้อสัตว์ ที่ต้องเอาเงินที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก ไปซื้อเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพงมากิน แต่หันมาพึ่งถั่วเหลืองหรือถั่วเมล็ดแห้งต่างๆหรือเต้าหู้ ก็จะได้อาหารที่มีประโยชน์ในราคาประหยัดกว่ามาก และเขาจะได้อาหารที่เพียงพอ และช่วยไม่ให้เป็นโรคขาดสารอาหารด้วย (ไข่เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ราคาถูก คุณค่าไม่แพ้เนื้อสัตว์ ส่วนน้ำนมถั่วเหลืองหรือที่เรียกว่าน้ำเต้าหู้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงใช้ ดื่มแทนนมได้และมีราคาถูกกว่านมสดมาก)

ในต่างประเทศได้มีผู้เชี่ยวชาญคำนวณแล้วว่าคนกินเนื้อสัตว์ 1 คน ต้องใช้เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ที่จะผลิตอาหารให้เขากิน แต่ถ้าเขากินแต่พืชผัก จะใช้เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เท่านั้น ดังนั้น เราจะมีที่ดินเหลือไปผลิตอาหารได้มากขึ้น


จะกินอาหารมังสวิรัติ (กินเจ) ได้อย่างไร....... ?


การกินอาหารมังสวิรัติง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ หรือการศึกษาสูง และก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า อาหารชนิดใดที่มีแคลอรี่หรือคุณค่าทางอาหารเท่าไร ขอให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้

1. กินอาหารหลายชนิด 4 ประเภทนี้หมุนเวียนกัน ก) ธัญพืชหรือข้าวกล้อง ข) พืชผัก ค) ผลไม้ ง) ถั่วเมล็ดแห้งและเมล็ดต่างๆเช่นงาและเมล็ดทานตะวัน ( กินนมหรือไข่ก็ได้แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ดี ส่วนคนที่กินเจจะต้องงดนมและไข่) ( ส่วนไขมันไม่ต้องห่วงเพราะมีอยู่แล้วในอาหารกลุ่มต่างๆ หรือใช้นำมันพืช)

2. กินอาหารให้เพียงพอ ไม่มากไม่น้อยเกินไป (ไม่อ้วนและไม่ผอม)

3. กินอาหารธรรมชาติ ไม่ค่อยดัดแปลง (เช่น ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือดีกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว และผักผลไม้สด ดีกว่า ผักผลไม้ดอง) หลีกเลี่ยงอาหาร junk food ซึ่งมีแต่น้ำตาลและแป้งเช่น โดนัท ขนมเค็กและน้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยวทอดกรอบต่างๆ

การกินอาหารมังสวิรัติง่ายมาก กินเหมือนที่คุณเคยกินทุกวันนั่นแหละ แต่เอาเนื้อสัตว์ทุกชนิดออก แล้วเอาถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่นเต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ( นมถั่วเหลือง) ฟองเต้าหู้ หรือ โปรตีนเกษตร( เนื้อเทียม) หมี่กึน (gluten) แทน และใช้เกลือหรือซีอิ๊วแทนน้ำปลาเท่านั้นเอง


สรุป การกินอาหารมังสวิรัติ ดีกว่าการกินเนื้อสัตว์เพราะ

1. ประหยัดกว่า อาหารพืชผัก ( มังสวิรัติ) ถูกกว่าเนื้อสัตว์ แต่มีคุณค่าทางอาหารเท่าเทียมกัน

2.มีสุขภาพแข็งแรงกว่า เนื้อสัตว์มีไขมันอิ่มตัวมาก (คอเรสเตอรอล)ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดโรคหัวใจวายง่ายขึ้น คนกินเนื้อสัตว์จะมีโอกาสเป็น โรคมะเร็ง โรคพยาธิ และโรคต่างๆ เช่น โรควัวบ้า โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่หมู และโรคอื่นๆที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้จากสัตว์ มากกว่าคนที่กินมังสวิรัติ ส่วนคนที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่างๆ น้อยกว่าคน ที่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดในสมองตีบและแตก น้อยกว่า และจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า 4 - 10 ปี
( National Geographic – Nov. 2005 pg. 25 ; Diet, Life Expectancy & Chronic Diseases by Dr Gary Fraser )

โปรดมั่นใจว่า การกินมังสวิรัติ จะทำให้มีสุขภาพดี และอายุยืนยาว ไม่เพียงแต่เท่านั้น ด้านสติปัญญาและจิตใจก็จะดีขึ้นด้วย

Source: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000140815

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ธรรมดลใจ

หลังจากทำงานมาทั้งวัน
เวลานอนควรเป็นเวลาพักผ่อนทั้งกายและใจของเราอย่างแท้จริง
อย่าปล่อยให้งานการและเหตุการณ์ต่างๆที่พานพบมาตลอดวัน
ตามมารบกวนเรากระทั่งในยามหลับ
จนกลายเป็นฝันร้ายหรือนอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปทั้งคืน

ก่อนนอนนอกจากอาบน้ำชำระเหงื่อไคลออกไปจากร่างกายแล้ว
ควรหาเวลาชำระจิตใจให้ปลอดพ้นจากเรื่องกังวลใจด้วย
โดยการนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ
มีลมหายใจเข้าและออกเป็นที่พักพิงของจิต
ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดใดๆจะผุดขึ้นมาก็รู้แล้ววางเสีย
มีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง
แต่หากมีเรื่องรบกวนจิตใจมาก
ก็ลองหางานอื่นให้จิตทำก่อน เช่น สวดมนต์
เมื่อความฟุ้งซ่านลดลงแล้ว จึงค่อยมานั่งสมาธิก็ได้

การเตรียมใจอีกอย่างหนึ่งที่ควรทำก่อนนอนก็คือ
เตือนใจว่าชีวิตของเรานั้นไม่เที่ยง
สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป
วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่เราไม่อาจรู้ได้
คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของเรา
เราควรใช้ช่วงเวลาก่อนนอนนี้
ฝึกใจปล่อยวางผู้คนและสิ่งต่างๆ ใหม่ๆอาจทำได้ยาก
แต่เมื่อทำบ่อยๆก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายก็ควรแผ่บุญกุศลและความปรารถนาดี
ไปให้แก่ผู้มีบุญคุณกับเรา ไม่จำเพราะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์
แต่ควรรวมไปถึงมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน
รวมทั้งแผ่ไปยังสรรพชีวิตที่ช่วยเกื้อกูล
ให้เรามีชีวิตได้อย่างผาสุขสวัสดี
นอกจากนั้นควรแผ่เมตตาไปยังคู่กรณี
หรือผู้ที่ทำความขุ่นข้องหมองใจแก่เรา
ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้หรือไกล
ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุข ปลอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
เมตตาที่ปลุกขึ้นมาในใจ
จะช่วยดับความเร่าร้อนในจิตใจ
ระงับความโกรธเกลียดที่ติดค้างมาตลอดวัน
ช่วยให้เราสงบเย็น
และสามารถหลับได้อย่างมีความสุข
พร้อมจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่
ด้วยกายที่สดชื่นและใจที่แจ่มใส

เรียบเรียงจากบทความของ พระไพศาล วิสาโล

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ยึดติด

โดย พระไพศาล วิสาโล

สุด .. ได้ เลขท้าย ๓ ตัวมาจากหลวงพ่อ เลยแทงไป ๑๕ บาท ปรากฏว่าถูกเผง ได้มา ๖๐๐ บาท เขาดีใจมาก เที่ยวอวดใครต่อใครในหมู่บ้านว่าถูกหวย แต่พอรู้ว่า คอนซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ก็แทงหวย ๓ ตัวถูกเหมือนกัน แต่ได้เงินมากกว่าคือ ๒,๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า สุดเลยยิ้มไม่ออก หงอยไปทั้งวัน แถมยังโมโหตัวเองที่แทงน้อยไป

ใจ .. ไปเที่ยวไนท์บาซ่า เห็นผ้าพื้นเมืองลายงาม ราคา ๕๐๐ บาท แต่เธอต่อได้ ๓๕๐ บาทจึงคว้าผ้าผืนนั้นกลับโรงแรมด้วยความดีใจ แต่พอรู้ว่าไก่เพื่อนร่วมห้องก็ซื้อผ้าแบบเดียวกันมา แต่ได้ราคาถูกกว่า คือ ๓๐๐ บาท ใจก็หุบยิ้มทันที ไม่รู้สึกโปรดปรานผ้าของตนอีกต่อไป

แม้เราจะมี " โชค " หรือได้ของดีที่ถูกใจ แต่หากไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นเมื่อใด สุขก็อาจกลายเป็นทุกข์ทันที หากรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่า ได้ของดีกว่าหรือได้ของที่ถูกกว่า ส่วนของดีที่เราได้มากลับด้อยคุณค่าไปถนัดใจ

บางครั้งอาจทำให้เราทุกข์กว่าตอนที่ยังไม่ได้ของนั้นมาด้วยซ้ำ ที่จริงไม่ต้องไปเทียบกับของคนอื่นก็ได้ เพียงแค่เห็นของรุ่นใหม่วางขายหรือโฆษณาตามสื่อต่างๆ ก็เกิดความไม่พอใจในของเดิมที่มีอยู่ทันที ทั้งๆ ที่มันก็ยังใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนใจ ยกเว้นข้อเดียวคือ มันสู้ของใหม่ที่วางขายไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีของดีอยู่กับตัว แต่คนเราแทนที่จะพอใจกลับรู้สึกเป็นทุกข์ เพียงเพราะใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งดีกว่า (หรือมากกว่า) ที่ตัวเองยังไม่มี

แต่เมื่อใดก็ตามที่ของชิ้นนั้นเกิดมีอันเป็นไป เช่นทำตกหล่นหรือถูกขโมยไป เราก็จะกลับมาเห็นคุณค่าของมันและนึกเสียใจที่เสียมันไป จะกินจะนอนก็ยังนึกถึงมันด้วยความเสียดาย ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน กรณีที่เป็นสิ่งของเท่านั้น แต่ยังเกิดกับกรณีที่เป็นคนด้วย เช่น คนรัก หรือแม้แต่พ่อแม่และลูก

ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นคุณค่าหรือมีความสุขกับคนใกล้ชิด เพราะไปนึกเปรียบเทียบคนอื่นว่าเขามีพ่อแม่ คนรัก หรือลูกที่ดีกว่าเรา
แต่วันใดที่เราเสียเขาไป เราถึงจะกลับมาเห็นคุณค่าของเขาและเศร้าโศกเสียใจจนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว เฝ้าหวนคำนึงถึงวันคืนเก่าๆ ที่เขาเคยอยู่กับเรา

คนเรามักทุกข์เพราะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ยังไม่มี หรืออาลัยในสิ่งที่สูญเสียไป พูดให้ครอบคลุมกว่านั้นก็คือ ทุกข์เพราะใจยังติดยึดอยู่กับอนาคตและอดีต อนาคตและอดีตที่ว่ามิได้หมายถึงสิ่งดีๆ ที่ยังไม่มีหรือที่เสียไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาที่ (คาดว่า) รออยู่ข้างหน้า เช่นอุปสรรค และสิ่งไม่พึงปรารถนาที่พานพบ คำต่อว่า หรือการกระทำที่น่ารังเกียจ

คำตำหนิติเตียนไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรเราไม่ได้ หากเราไม่เก็บเอาคิดซ้ำคิดซาก คำพูดเหล่านั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว
แต่ที่ยังบาดใจเราอยู่ก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยวางมันต่างหาก ยิ่งคิดคำนึงถึงมันมากเท่าไรก็ยิ่งซ้ำเติมตัวเองมากเท่านั้น

การเอาเปรียบ กลั่นแกล้ง ทรยศ หักหลัง ก็เช่นกัน แม้เป็นอดีตไปนานแล้ว แต่เราก็ยังทุกข์อยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เพราะเขายังทำเช่นนั้นกับเราอยู่ แต่เป็นเพราะเราชอบย้อนภาพอดีต กลับมาฉายซ้ำในใจอย่างไม่ยอมเลิกรา ย้อนแต่ละทีก็เหมือนกับกรีดแผลลงไปที่ใจ หยุดย้อนอดีตเมื่อใดใจก็หายเจ็บเมื่อนั้น

อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง แต่จะมาถึงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้! แต่บ่อยครั้งเรากลับยึดมั่นสำคัญหมายอย่างเป็นจริงเป็นจัง ว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแน่ เท่านั้นยังไม่พอถ้าเป็นเรื่องแง่ลบด้วยแล้ว เรามักจะวาดภาพไปในทางเลวร้าย แล้วก็ยึดมันเอาไว้ไม่ให้คลาดไปจากใจ ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

ชายผู้หนึ่งเดินขึ้นตึกไปหาหมอ เพื่อฟังผลตรวจโรค พอหมอบอกว่า พบก้อนมะเร็งระยะที่สองในปอดของเขา เขาก็ถึงกับทรุด เข่าอ่อนเดินไม่ได้ กลับถึงบ้านก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ซึมไปเป็นเดือน

ส่วนหญิงผู้หนึ่ง ป่วยกระเสาะกระแสอยู่นานหลายสัปดาห์ แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกว่า เธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ตับ จะอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ปรากฏว่าผ่านไปแค่ ๑๒ วัน เธอก็สิ้นใจ ทั้งสองกรณีไม่ได้ทรุดฮวบเพราะโรคมะเร็งเล่นงาน แต่เป็นเพราะใจเสีย ทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย ใจก็นึกภาพอนาคตของตัวเองไปในทางเลวร้าย ยิ่งผู้ป่วยรายที่สองด้วยแล้ว เธอนึกไปถึงวันตายของตัวเองเลยทีเดียว แถมยังปรุงแต่งไปในทางที่มืดมน เท่านั้นไม่พอเธอยังหมกมุ่นกับภาพดังกล่าวไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่มันยังไม่เกิดขึ้น ผลก็คือถูกความทุกข์ท่วมทับจนมิอาจทานทนต่อไปได้

บ่อยครั้งเราเป็นทุกข์เพราะเรื่องที่ยังมาไม่ถึง เช่น การสอบไม่ติดหรือตกงาน โดยตัวมันเองไม่ก่อปัญหาแก่เรา มากเท่ากับใจที่ปรุงแต่งไปล่วงหน้า ว่านับแต่นี้ไปชีวิตจะลำบากยากแค้นเพียงใด แล้วจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจพบว่าที่แท้เราตีตนก่อนไข้ไปเอง เพราะปัญหาต่างๆ ที่ตามมาไม่ได้หนักหนาสาหัสอย่างที่คิด สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปรุงแต่งเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงเท่านั้น กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า บางครั้งเราก็ปรุงแต่งให้เลวร้ายเกินจริง
เช่น อยู่รีสอร์ตคนเดียวกลางดึก ได้ยินเสียงผิดปกติ ก็ปรุงแต่งไปทันทีว่าถูกผีหลอก หรือไม่ก็มีคนจะมาทำร้าย เห็นคู่รักกำลังคุยอย่างสนิทสนมกับชายหนุ่มในร้านอาหาร ก็คิดไปทันทีว่า เธอกำลังนอกใจ

การคิดปรุงแต่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่เมื่อใดที่เราหลงยึดว่ามันเป็นเรื่องจริง
เราก็กำลังก่อทุกข์ให้กับตัวเอง แถมยังสามารถสร้างปัญหาให้แก่คนอื่นได้ด้วย

วัยรุ่นนั่งกินอาหารอยู่หน้าร้าน เผอิญขี้นกหล่นใส่หัว แต่เขากลับคิดว่าเจ้าของร้านถ่มน้ำลายใส่หัว จึงทะเลาะกับเจ้าของร้านอย่างรุนแรง สักพักก็ออกจากร้านแล้วกลับมาพร้อมกับพวกอีกหลายคน ควักปืนออกมายิงกราด ถูกภรรยาเจ้าของร้านซึ่งกำลังท้อง ๕ เดือนตายคาที่ กลายเป็นฆาตกรที่ถูกตำรวจหมายหัวทันที

การยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง เป็นที่มาอีกประการหนึ่งของความทุกข์ ทีแรกเราเป็นฝ่ายปรุงแต่งมันขึ้นมา แต่เผลอเมื่อใดมันก็กลับมาเป็นนายเรา สามารถผลักใจของเราไปสู่ความทุกข์ และชักนำชีวิตของเราไปในทางเสื่อมได้ง่ายๆ

กี่ครั้งกี่หนที่เราทำร้ายตัวเองและทำร้ายซึ่งกันและกัน เพียงเพราะหลงเชื่อ ความคิดที่เราปรุงแต่งขึ้นมา พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาเอง แต่เป็นความจริงแท้ๆ จะไม่ก่อปัญหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างความทุกข์แก่เรา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ อยู่ในขณะนี้ เช่น รถเสีย เงินไม่พอใช้ ทะเลาะกับคนรัก ลูกคบเพื่อนไม่ดี งานไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าเรามัวแต่นึกถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร ก็กวาดเอาปัญหาต่างๆ มาครุ่นคิดด้วย ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย เช่น กำลังทำงานอยู่ ก็ไปกังวลถึงรถ ถึงลูก ถึงพ่อแม่ แล้วยังห่วงคู่รักอีก
อย่างนี้แล้วจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

ปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องแก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม! แต่เมื่อใดที่เรากวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมจิตใจ ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้ไข ก็เตรียมตัวกลุ้มได้เลย นี้เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง

อันที่จริงแม้มีปัญหาแค่เรื่องเดียว แต่ถ้าหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา ก็ทำให้คลั่งได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กแต่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ เช่น หมกมุ่นกับสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้าวันแล้ววันเล่า ก็อาจทำให้เจ็บป่วยหรือถึงกับทำร้ายตัวเองได้

การยึดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจ บางครั้งก็ไปไกลถึงขนาดไปกวาดเอาปัญหาของคนอื่น มาเป็นของเราเสียเอง เช่น เพื่อนมาปรึกษาปัญหาชีวิต ก็เลยเอาปัญหาของเขามาเป็นของตนด้วย จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

เท่านั้นยังไม่พอบางคนถึงกับแบกปัญหาของประเทศมาไว้กับตัวเลยเป็นเดือน! เป็นแค้นกับสถานการณ์บ้านเมือง ทะเลาะกับใครไปทั่วที่คิดต่างจากตน สุดท้ายก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมืองไป

การยึดติดที่ลึกไปกว่านั้นคือ การยึดติดในตัวตน สาเหตุที่เราทะเลาะกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา ก็เพราะเรายึดติดในความคิดของเรา

ความสำคัญมั่นหมายว่านี้เป็น "ความคิดของฉัน" สะท้อนถึงความยึดติดในตัวตน หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า ยึดติดใน "ตัวกู ของกู"

นอกจากความคิดแล้ว เรายังยึดติดสิ่งต่างๆ อีกมากมายว่า เป็นตัวฉันของฉัน อาทิ สิ่งของ บุคคล ชุมชน ประเทศ ศาสนา
มีอะไรมากระทบกับสิ่งนั้น ก็เท่ากับว่ากระทบ "ตัวฉัน" ด่าว่ารถของฉัน ก็เท่ากับด่าฉันด้วย วิจารณ์ศาสนาของฉันก็เท่ากับวิจารณ์ฉันด้วย

เป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งของสูญหาย คนรักจากไป เราจึงอดหวนนึกถึงไม่ได้ เพราะใจยังยึดว่าเป็นของฉันอยู่จึงยังมีเยื่อใยที่ดึงให้ใจย้อนระลึกถึงอยู่เสมอ เวลาให้ของแก่ใครไป ความยึดติดในของชิ้นนั้นก็ยังมีอยู่ จึงเฝ้าดูว่าเขาจะใช้ของชิ้นนั้นหรือไม่ ถ้าไม่ใช้ก็รู้สึกเป็นทุกข์ที่เขาไม่ได้ใช้ของ "ของฉัน" ญาติโยมหลายคนจึงไม่สบายใจที่พระไม่ได้ฉันอาหารที่ตนถวาย

ยึดติดในตัว ตนอีกอย่างคือการยึดมั่นสำคัญหมายว่า ฉันเก่ง ฉันหล่อ ฉันเป็นส.ส. ฯลฯ ไปไหนก็อดตัวพองไม่ได้
อยากแสดงบารมีให้ใครรู้ว่า "นี่กูนะ" อยู่ที่ใดก็ต้องการให้คนชื่นชม สรรเสริญ เคารพ นบไหว้ แต่ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติดังกล่าว ก็จะโมโหขุ่นเคือง จนอาจคำรามว่า "รู้ไหมว่ากูเป็นใคร?" ยิ่งเจอคำวิจารณ์ด้วยแล้ว ยิ่งทนไม่ได้เข้าไปใหญ่

การยึดติดใน "ตัวกู ของกู หรือนี่กู! นะ" เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ นานัปการ นำไปสู่การกระทบกระทั่งขัดแย้งและทำร้ายกัน
ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความเครียดบีบคั้นภายใน เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ใช่แต่เท่านั้น แม้ได้สิ่งที่พึงปรารถนา
ก็ยังทุกข์เพราะได้ไม่สมใจ หรือทุกข์ที่คนอื่นได้มากกว่า

ที่น่าแปลกก็คือเราไม่ได้ยึดเอาแค่สิ่งดีๆ ที่ถูกใจ ว่าเป็นตัวกูของกูเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกใจ เราก็ยังยึดเป็นตัวกูของกูอีกเช่นกัน
เช่น ความเจ็บปวด เมื่อเกิดกับกาย แทนที่จะเห็นว่า กายปวดเท่านั้น กลับไปยึดเอาว่า "ฉันปวด" ความปวดเป็นของฉัน

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นกับใจ ก็ยึดมั่นสำคัญหมายว่า "ฉันโกรธ" ความโกรธเป็นของฉัน ความยึดมั่นดังกล่าวรุนแรงชนิดที่ใจไม่ยอมไปไหนมัวจดจ่อวนเวียนอยู่กับความปวดหรือความโกรธนั้นๆ อย่างเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเผลอของใจ รู้ทั้งรู้ว่ายึดแล้วทุกข์แต่ก็ยังยึดเพราะขาดสติ ถ้าใจมีสติ ก็จะไม่เผลอยึดต่อไป

ความปวดความโกรธยังมีอยู่ก็จริง แต่คราวนี้มันทำอะไรจิตใจไม่ได้ เพราะใจไม่โดดเข้าไปให้ความปวดความโกรธเผาลน เหมือนกองไฟที่ยังลุกไหม้อยู่ แต่ตราบใดที่เราไม่โดดเข้าไปในกองไฟ หากถอยออกมาห่างๆ เป็นแค่ผู้สังเกตเฉยๆ ไฟก็ทำอะไรเราไม่ได้

สติช่วยให้ใจแยกออกมาอยู่ห่างๆ จากความเจ็บปวดและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกลายเป็น "ผู้ดู" มิใช่ "ผู้ปวด" หรือ "ผู้โกรธ"
จากความยึดติดกลายเป็นการปล่อยวาง

การปล่อยวางดังกล่าว คือ หัวใจของการเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหลาย เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ความทุกข์ทั้งมวลเกิดจากความยึดติด ยึดติดอดีตกับอนาคต ยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง ยึดติดปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต รวมทั้งยึดเอาปัญหาต่างๆ มาเป็นของตน ที่สำคัญคือ การยึดติดในตัวตน เมื่อใดที่ปล่อยวางจากความยึดติดดังกล่าวได้ ความทุกข์ก็ไม่อาจทำอะไรเราได้อีกต่อไป

สติช่วยให้เรารู้ตัวเมื่อเผลอไปอาลัยอาวรณ์ในอดีตหรือวิตกกังวลกับอนาคต พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเมื่อรู้ตัวว่า เผลอไปจมอยู่กับเหตุร้ายที่ผ่านไปแล้ว คอยทักท้วงใจไม่ให้หลงเชื่อความคิดปรุงแต่ง เพราะตระหนักว่า ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ในยามที่เผลอกวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจจนหนักอึ้ง

สติช่วยให้เราแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ เป็นเรื่องๆ ไม่เอาปัญหาใดมาครุ่นคิดหากยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้ เวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนเต็มที่ เมื่อถึงเวลาแก้ปัญหา ก็ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่ ไม่มามัวตีโพยตีพาย หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า "ทำไมถึงต้องเป็นฉัน?"

ความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรามีท่าทีหรือรู้สึกอย่างไรกับมันต่างหาก

แม้ปัญหาจะหนัก แต่ถ้าเริ่มต้นจากการยอมรับมันว่า เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ปฏิเสธผลักไสมันหรือก่นด่าชะตากรรม ตั้งสติให้ได้แล้วหาทางแก้ไขมัน แต่ขณะที่มันยังไม่หายไปไหน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ไม่หวนนึกถึงอดีตอันผาสุก หรือปรุงแต่งอนาคตไปในทางเลวร้าย ขณะเดียวกันก็ไม่หมกมุ่นอยู่กับปัญหา หากปล่อยวางมันบ้าง ความสุขก็หาได้ไม่ยาก

นายทหารผู้หนึ่งไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานที่ทรงเคยเป็นอุปัชฌาย์ของตนมาก่อน
พอไปถึงประโยคแรกที่กราบทูลก็คือ "หนักครับ ช่วงนี้แย่มากเลยครับ" ว่าแล้วเขาก็ทูลเล่าปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงฟังอยู่นาน แทนที่จะตรัสแนะนำหรือปลอบใจ พระองค์กลับรับสั่งให้เขานั่งคุกเข่า ยื่นมือสองข้าง
แล้วพระองค์ก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งวางบนฝ่ามือของเขา "นั่งอยู่นี่แหละ อย่าไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา"

รับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จเข้าไปในตำหนัก นายทหารนั่งในท่านั้นอยู่นาน จาก ๑๐ นาทีเป็น ๒๐ นาที สมเด็จพระสังฆราชก็ยังไม่เสด็จออกมา เขาเริ่มเหนื่อย มือและขาเริ่มสั่น กระดาษชิ้นเล็กๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ จนประคองแทบไม่ไหว พอสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จกลับมา ก็ทรงถามว่า "เป็นไง?"

คำตอบของเขาคือ "หนักครับ พระเดชพระคุณ เมื่อยจนจะทนไม่ไหว" "อ้าว ทำไมไม่วางมันลงเสียละ?" สมเด็จรับสั่ง "ก็ไปยอมให้มันอยู่อย่างนั้น มันก็หนักอยู่ยังงั้นนะซี มันจะเป็นอื่นไปได้ยังไง"

กระดาษที่เบาหวิว แต่หากถือไว้นานๆ ไม่ยอมปล่อย ก็กลายเป็นของหนักไปได้ แต่ปัญหาถึงจะใหญ่โตเพียงใด ถ้าไม่ยึดถือเอาไว้ ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้

ใช่หรือไม่ว่าหินก้อนใหญ่จะกลายเป็็นของหนัก และสร้างทุกข์ให้แก่เราก็ต่อ เมื่อเราแบกมันเอาไว้เท่านั้น เมื่อมีสติรักษาใจ รู้เท่าทันความคิด ไม่เผลอยึดติดจนจิตหนักอึ้ง แม้งานจะยาก อุปสรรคจะเยอะ ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้

คัดลอกจาก...ยึดติด [สารคดี กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑]

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สุขภาพแข็งแรงได้ด้วยอาหาร-ชี่กง


โดย : หัวเฉียวแพทย์จีน

หัวเฉียวแพทย์จีน แนะนำวิธีดูแลสุขภาพอย่างง่าย อ้างอิงศาสตร์การแพทยืโบราณ ที่เน้นเรื่องอาหารคือยา ควบคู่กับการออกกำลังกายสไตล์ชี่กง

การป้องกันโรคเป็นสิ่ง ที่สามารถทำได้โดยง่าย เพียงหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และเมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติก็ต้องรีบสังเกตความเปลี่ยนแปลงนั้นมากยิ่ง ขึ้น ทั้งนี้เพื่อขจัดหรือยับยั้งพัฒนาการของโรครวมถึงการประเมินและรักษาเฉพาะ จุดเป็นการขจัดการเติบโตของโรคอย่างถาวร

การป้องกันโรคสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ

1. การป้องกันโรคระดับแรก หมายถึง การส่งเสริมสุขภาพโดยทั่วไปรวมถึงการปกป้อง และต่อต้านการเกิดเฉพาะโรค ได้แก่ การให้ความรู้พื้นฐานด้านสุขอนามัย การรับประทานอาหารเหมาะสมตามวัย การพัฒนาบุคลิกภาพ การทำงาน การพักผ่อน และนันทนาการอย่างเหมาะสม และการตรวจสุขภาพ

2. การป้องกันโรคระดับที่สอง หมายถึง การได้รับการวินิจฉัยในระยะแรกของโรคและได้รับการรักษาทันท่วงที ความรุนแรงของโรคที่เป็นมีระยะเวลาสั้นสามารถกลับสู่สภาวะของการมีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว

3. การป้องกันโรคระดับที่สาม เป็นการหยุดยั้งการขยายตัวของโรคและป้องกันความเสื่อมสมรรถภาพอย่างสมบูรณ์

ในหลายกรณีพบว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์หลังเกิดอาการป่วยจนเกินเยียวยา โดยให้เหตุผลต่อการไม่สังเกตความผิดปกติของร่างกาย เพราะต้องทำงานมากเกินไป ในท้ายที่สุดอาจต้องจ่ายค่ารักษาสูงเกินเหตุ หรือส่งผลถึงการสูญเสียชีวิต

สำหรับการบำรุงสุขภาพ ศาสตร์การแพทย์จีนเชื่อว่าการบำรุงสุขภาพด้วยยา หรือสารสังเคราะห์ทางเคมี ย่อมจะดีสู้การบำรุงสุขภาพด้วยอาหารไม่ได้ ดังนั้นการแพทย์จีนจึงเน้นการสร้างความเชื่อจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ว่า...ควร ให้”อาหาร”เป็น”ยา”บำรุงสุขภาพ...ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัย ราชวงศ์โจว หรือประมาณ 1000ปีเศษก่อนคริสต์กาล ประเพณีดั้งเดิมที่ให้การแพทย์และอาหารการกินประสานเข้าอันหนึ่งอันเดียวกัน นั้นก็มีปรากฎให้เห็นอยู่แล้ว ในหนังสือโบราณมีข้อเขียนจำนวนมากเกี่ยวกับการบำรุงสุขภาพด้วยอาหาร

เช่น เมื่อสมาชิกครอบครัวเป็นหวัด คนในบ้านก็จะต้มน้ำขิงและก้านของต้นหอมใส่น้ำตาลให้กิน ถ้าคนไข้ดื่มน้ำดังกล่าวนี้ในยามร้อน ก็จะทำให้ร่างกายมีออกเหงื่อ โดยทั่วไปมักจะได้ผล

เกี่ยวกับวิธีการบำรุงสุขภาพประจำวัน ชาวจีนมีข้อคิดเห็นว่า ควรจะกินขิงในยามเช้าและกินหัวผักกาดก่อนนอน นอกจากนี้เครื่องปรุงรส เช่น เกลือ น้ำส้ม และขิง ฯลฯ ล้วนมีประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังมีการสาธิตการออกกำลังกายในแบบ”ชี่กง” ซึ่งเป็นการฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนพลังชีวิตขึ้นในร่างกาย ทั้งนี้เพราะศาสตร์การแพทย์จีนเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีพลังอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันไป แต่เมื่อเป็นคนไข้ก็ย่อมมีพลังชีวิตเช่นนี้น้อยกว่าคนปกติ ผู้ที่ฝึก”ชี่กง”มาพอสมควร ก็มีจะพลังชีวิตที่สูงกว่าคนทั่วไป

ศาสตร์การแพทย์จีนได้กล่าวถึงความสำคัญของสมดุลและการไหลเวียน เหมือนกับน้ำที่ต้องหมุนเวียนผลัดเปลี่ยน เส้นของพลังงานในร่างกายที่มองไม่เห็นจะชักนำชี่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งชี่จะไปตามเลือด การอุดตันของเส้นพลังงานอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดและโรคภัยต่างๆ ซึ่งรักษาได้ด้วยการฝังเข็ม การกดจุด และการออกกำลังการในแบบ”ชี่กง”

สำหรับในช่วงเวลานี้ ผู้คนมีความเครียดทางจิตใจมากกว่าปกติ (ผลกระทบจากการเมือง) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเสียสมดุลย์ของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เป็นต้นเหตุของโรคทางร่างกายและจิตใจเนื่องจากความเครียด ตั้งแต่หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ไมเกรน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลย์ไป ก็เนื่องมาจากการทำงานที่มากเกินไปของระบบประสาทอัตโนมัติที่จะแสดงออกมาใน รูปของใจสั่น เหงื่อแตก ความดันโลหิตสูงขึ้น และฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้ชัดที่หลอดเลือดส่วนปลายของมือและเท้า คนที่มีความเครียดจึงมีมือเท้าเย็น ซีด เป็นที่สังเกตได้ง่าย

“การฝึกชี่กง” จะเริ่มตั้งแต่การฝึกหายใจ โดยปกติแล้วการหายใจด้วยอก ชีพจรจะเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย แต่ถ้าหายใจด้วยท้องชีพจรจะเต้นช้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นการกระตุ้นกะบังลม ที่กะบังลมจะมีเส้นประสาท ซึ่งจะส่งคลื่นไปที่สมอง ทำให้หลอดเลือดขยาย ความดันเลือดลดลง ชีพจรเต้นช้า หายใจช้า ต้องฝึกหายใจลงไปที่ท้องแทน

การฝึกชี่กงจะทำให้การไหลเวียนของเลือด ดีขึ้น ความเครียดลดลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น อย่างไรก็ตามชี่กงมีกระบวนท่ามากมาย ผู้ฝึกจึงสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมกับตนเอง

บทความนี้เรียบเรียงจากการบรรยายเรื่อง การป้องกันโรคและการบำรุงสุขภาพโดยศาสตร์การแพทย์แผนจีน วิทยากรโดยแพทย์จีนหยางฉวนเหวี่ยน และนายสุวัฒน์ ลี้ชาญกุล รองผู้อำนวยการหัวเฉียวแพทย์จีน สำหรับผู้สนใจการบรรยายความรู้ทางสุขภาพเรื่องต่างๆ ซึ่งจัดทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน สามารถสอบถามและสำรองที่นั่งเข้าร่วมฟังได้ที่คุณเพชรรา รักษ์สาคร โทร. 0-2223-1111 ต่อ102 และ 103

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20100612/337137/สุขภาพแข็งแรงได้ด้วยอาหาร-ชี่กง.html