แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

มองโลกอย่างไร ได้ชีวิตอย่างนั้น

พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

ในโลกนี้มีวิธีคิดอยู่หลายแบบ วิธีคิดแต่ละแบบก็มีจุดดี จุดด้อย แตกต่างกันไป วิธีคิดที่คนส่วนใหญ่รู้จักก็มีอยู่ 3 แบบ ได้แก่ 1. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี 2. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย 3. วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง

วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี ก็คือ การรู้จักมองหาคุณค่า หรือแง่ดี แง่งาม ท่ามกลางสภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น เมื่อตกอยู่ท่ามกลางวิกฤติ ก็ให้รู้จักมองหาโอกาส หรือเมื่อต้องทำงานหนัก ก็ให้มองว่า งานหนักจะมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญ หรือเมื่อต้องพบกับอุปสรรคมากมายในชีวิตก็ให้มองว่า นั่นคือการทดสอบจากพระเจ้า เมื่อสอบผ่านก็จะได้รับรางวัลก้อนใหญ่ หรือเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้คิดเสียว่า นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของคำแนะนำ หรือเมื่อต้องพบกับความผิดหวัง ก็ให้คิดเสียว่า เป็นวิธีที่ธรรมชาติกำลังมอบภูมิต้านทานในการดำรงชีวิต

การมองโลกในแง่ดี มีข้อดีก็คือ ทำให้เรารู้จักหาประโยชน์จากสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หาสุขจากทุกข์ หาข้อดีท่ามกลางข้อเสีย การมองเช่นนี้ จะส่งผลให้มีกำลังใจในการสู้ชีวิตเหมือนที่มหาตมะ คานธี ถูกจับโยนลงจากรถไฟในแอฟริกาใต้ ในเวลาต่อมาท่านเล่าว่า เหตุการณ์เลวร้ายคราวนั้น ทำให้ท่าน “รู้จักคิด” จนท่านกล่าวว่า “ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ที่สุด มักเกิดจากบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด” การรู้จักมองโลกในแง่ดี จึงทำให้มีแรงบันดาลใจในการเผชิญหน้ากับความยุ่งยากของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ท่านพุทธทาสภิกขุ เขียนกวีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง”

วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย ก็คือ การมองเห็นแต่จุดด้อยของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความกังวลจนเกินเหตุ แต่วิธีคิดแบบนี้มีจุดแข็งก็คือ ทำให้เกิดการเฝ้าระวังในสิ่งที่กำลังคิดหรือทำอยู่ แต่จุดอ่อนก็คือ หากวิตกมากเกินไปก็ทำให้ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในคน หรือสิ่งต่าง ๆ ในแง่จิตใจก็ทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้หรือจิตตก ไม่มีกำลังใจในการลุกขึ้นมาทำอะไร หรือบางกรณีทำให้เป็นคนที่ยอมจำนนต่อปัญหา ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างถึงที่สุด

วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ก็คือ การมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่สุดโต่งไปด้านดี หรือด้านร้ายตามความรู้สึกที่ตนคิดเอาเอง แต่เป็นการมองลงไปตรง ๆ ยังตัวปัญหาที่อยู่ตรงหน้าด้วยปัญญาที่เป็นกลาง แล้วใช้ปัญญาที่เป็นกลางนั้น แสวงหาวิธีแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้มีอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ หรือปัญญาชนที่รักการใช้เหตุผลอย่างบริสุทธิ์ใจ ผลของวิธีการ มองโลกตามความเป็นจริงก็คือ สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้จริงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่อยู่กับความหวังมากเกินไปเหมือนการมองโลกในแง่ดี ไม่วิตกมากเกินไปจนไม่กล้าทำอะไรเหมือนการมองโลกในแง่ลบ แต่เป็นการอยู่กับความจริงที่เป็นจริงด้วยปัญญาแท้ ๆ และแก้ปัญหาชีวิตไปบนพื้นฐานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง เป็นวิธีคิดหลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งเรามักจะได้ยินผ่านวลีที่ว่า “จงมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น” ในวิธีคิดสามแบบนี้ วิธีคิดแบบที่สามนับว่ามีประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นวิธีคิดที่มุ่งแก้ปัญหาโดยไม่ก่อ ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง พูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่แค่กลบทุกข์

ถ้าความทุกข์ที่เกิดกับชีวิตเป็นของจริง วิธีที่จะดับทุกข์ ก็ต้องเป็นวิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ทุกข์จึงจะ ถูกดับหรือถูกกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เรากำลังใช้วิธีไหนในการดับทุกข์?.

Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=671&contentID=113582

ของขวัญอันยั่งยืน

โดยพระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

ใครต่อใครก็คงปรารถนาจะมี “ชีวิตที่ดี” แต่ อะไรคือความหมายของการมีชีวิตที่ดี บางทีก็เป็นเรื่องที่ยากจะนิยาม

ในพุทธศาสนา เรามีวิธีนิยามชีวิตที่ดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การกำหนด “เป้าหมายที่ดี” ให้กับชีวิต เมื่อชีวิตบรรลุถึงเป้าหมายที่ดีนั้นได้แล้ว ก็เท่ากับว่า คน ๆ หนึ่ง ได้บรรลุถึง “ชีวิตที่ดี” แล้ว

อะไรคือเป้าหมายของชีวิตที่ดีเพื่อที่จะมีชีวิตที่ดีตามแนวพุทธ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชีวิตที่ดีต้องมีเป้าหมาย อย่างน้อย ๓ ระดับด้วยกัน
(๑) เป้าหมายของชีวิตที่ดีในปัจจุบัน (ระดับที่เห็นได้ด้วยตา)
(๒) เป้าหมายของชีวิตที่ดีในอนาคต (ระดับเลยตาเห็น)
(๓) เป้าหมายของชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด (ระดับการมีชีวิตสมบูรณ์)

เป้าหมายของชีวิตที่ดีในปัจจุบัน

องค์ประกอบของการมีชีวิตที่ดีในปัจจุบัน หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกทั่ว ๆ ไปในระดับชีวิตประจำวัน และการมีตัวตนอยู่ในสังคม มี ๔ มาตรฐาน คือ

๑) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค อายุยืน
๒) มีงานมีเงิน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนได้ในทางเศรษฐกิจ
๓) มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม
๔) มีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ


เป้าหมายของชีวิตที่ดีในอนาคต

องค์ประกอบของการมีชีวิตที่ดีในอนาคต หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หากแต่เป็นเรื่องความเจริญงอกงามภายในของจิตใจ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาจึงจะรู้ว่ามีความเจริญพัฒนามากน้อยเพียงไร มี ๕ มาตรฐาน คือ
๑) มีความอบอุ่นซาบซึ้งใจ ไม่อ้างว้างเลื่อนลอย มีหลักยึดเหนี่ยวใจให้เข้มแข็งด้วยศรัทธา
๒) มีความภูมิใจในชีวิตสะอาด ที่ได้ประพฤติแต่การอันดีงามด้วยความสุจริต
๓) มีความอิ่มใจในชีวิตมีคุณค่า ที่ได้ทำประโยชน์ตลอดมาด้วยน้ำใจอันเสียสละ
๔) มีความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่จะแก้ไขปัญหา นำชีวิตและภารกิจไปได้ด้วยปัญญา
๕) มีความโล่งจิตมั่นใจ มีทุนประกันภพใหม่ ด้วยได้ทำไว้แต่กรรมที่ดี


เป้าหมายของชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด

องค์ประกอบของ การมีชีวิตที่ดีในขั้นสูงสุด หมายถึง การมีชีวิตที่ดีในระดับที่สามารถอยู่ในโลกได้ อย่างมีความสุขทั้งทางกายและทางใจ มีภูมิคุ้มกันในการเผชิญชีวิตทั้งในยามปกติและในยามวิกฤติได้อย่างสงบและ เป็นฝ่ายได้กำไร อยู่เสมอ กระทั่งขั้นสูงสุด คือ การมีชีวิตที่เป็น อิสระจากความทุกข์ทั้งปวงสามารถดำเนินชีวิต ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ มีชีวิตที่สงบสุขอย่างแท้จริง มี ๔ มาตรฐาน คือ

๑) ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวนปรวนแปร ก็ไม่หวั่นไหว มีใจเกษมศานต์มั่นคง
๒) ไม่ถูกความยึดติดถือมั่นบีบคั้นจิต ให้ผิดหวังโศกเศร้า มีจิตโล่งโปร่งเบาเป็นอิสระ
๓) สดชื่น เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ผ่องใส ไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้
๔) รู้เท่าทันและทำการตรงเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจดสดใสเป็นอยู่ด้วยปัญญา

เป้าหมายของชีวิตที่ดีดังกล่าวมานี้ คือ ดัชนีชี้วัดการมีชีวิตที่ดีของปัจเจกบุคคล ใครปรารถนาจะมีชีวิตที่ดีงามล้ำเลิศ ก็ควรพัฒนาชีวิตตามแนวทางข้างต้นนี้ให้สมบูรณ์ไปทีละขั้น อย่างน้อยที่สุด แม้ยังไม่สามารถพัฒนาไปจนถึงขั้นสูงสุด ก็ควรยกระดับชีวิตให้มีชีวิตที่ดีงามระดับพื้นฐาน ๔ ประการเบื้องต้นให้สมบูรณ์เสียก่อน จากนั้น จึงค่อย ๆ พัฒนาต่อไปตามลำดับจนกว่าจะถึงขั้นสูงสุดที่สามารถอยู่ในโลกแต่ไม่ถูกโลก “กัด” ได้อย่างรื่นรมย์

ชีวิตที่ดีนั้น เป็น “ของขวัญ” ที่ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นให้เราได้ มีก็แต่ตัวเราเท่านั้นจะที่ต้องหยิบยื่นให้แก่ตัวเองด้วยตัวเองและเพื่อตัว เอง.

-----------------------------

สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา

ตามรูปศัพท์ “ปาฏิหาริย์” แปลได้ว่า “ความหมายพิเศษ” ในพุทธธรรมท่านกล่าวถึงปาฏิหาริย์ ไว้ 3 ประเภทด้วยกัน คือ

1. อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือการแสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหน หายตัว เนรมิตคนเดียวเป็นหลายคน เดินผ่านฝาผนังหรือกำแพงได้ ฯลฯ
2. อาเทศนาปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือการรู้ใจคนหรือการทายใจคนออกว่าคิดอะไร มีความต้องการอย่างไรเป็นต้น
3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือการสอนคนให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม นำผู้ฟังให้ ละความชั่ว ทำความดี มีชีวิตที่ประเสริฐได้จริงในชีวิตนี้

ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งและอย่างที่สอนนั้น พระพุทธเจ้าทรงรับรอง ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง แต่ไม่มีผลข้างเคียงก็คือ ถ้านำไปใช้ในทางที่ดีซึ่งจะเป็นผลดี แต่ถ้าหากมีเจตนาร้ายนำไปใช้ในทางหลอกลวงคนก็จะก่อผลเสียอย่างมหาศาล เช่นกรณีพระเทวทัตแสดงปาฏิหาริย์ แห่งแคว้นมคธหลงศรัทธายกให้เป็นพระอาจารย์ จากนั้นพระเทวทัตจึงยุให้พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาต คือ ปลงพระชนม์พระบิดา ผลที่ตามมาไม่เพียงแต่ พระบิดาเท่านั้นที่สิ้นพระชนม์ พระมารดาก็ตรอมพระทัยสิ้นตามไปด้วยอีกองค์ ต่อมาเท้าเธอเองก็ถูกพระนัดดาปฏิวัติยึดอำนาจ และจากนั้นราชวงศ์นี้ ก็ทำปิตุฆาต (ลูกฆ่าพ่อ) ต่อกันมากกว่า 5 ชั่วคน จนในที่สุดอำมาตย์และประชาชนทนไม่ได้ ลุกขึ้นมาล้มล้างราชวงศ์ แล้วสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นมาแทน

ส่วนพระเทวทัตเมื่อ “เริงในฤทธิ์” มากขึ้น ๆ ก็ถึงกลับตั้งตัวตนเองขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง แต่แล้วเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้ความจริง ก็ทรง ถอนการอุปถัมภ์ จากนั้นพระเทวทัตจึงล้มป่วย และมรณภาพอย่างสังเวช เพราะถูกแผ่นดินสูบ (ความหมายในการตีความคือ ถูกประชาทัณฑ์จนมรณภาพอย่างน่าสมเพชท่ามกลางฝูงชนที่คั่งแค้น)

ทั้ง อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทศนาปาฏิหาริย์นั้น จะเก่งแค่ไหน ก็ยังตกอยู่ในอำนาจ ของกิเลส เก่งแสนเก่ง ก็ไม่เก่งไปกว่ากิเลสที่ครอบงำอยู่ดี

ส่วนปาฏิหาริย์ประการที่สามนั้น พระพุทธเจ้าทรงยกย่องมากกว่าปาฏิหาริย์ที่แท้ เพราะทำให้คนพ้นทุกข์ได้

ปาฏิหาริย์ชนิดที่สาม ทุกคนสามารถพัฒนาให้เกิดแก่ตนเองในชีวิตนี้ เพียงแค่พาตนเองสู่ธรรมที่เรียกว่าการ “เจริญ สติ”

ในโลกนี้จะมีปาฏิหาริย์ใดยิ่งไปกว่าการที่คนธรรมดา ๆ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นคนที่พ้นทุกข์ได้เป็นไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ที่สุดแห่งปาฏิหาริย์คือ การมีชีวิตพิชิตความทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ปัญหาของการศึกษาพุทธประวัติไม่ใช่ว่ามีปาฏิหาริย์มากหรือน้อยเกินไปหรอก ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามีปัญญามากพอที่จะ “ถอดรหัส” ปาฏิหาริย์เหล่านั้นหรือไม่ต่างหาก.

เรียบเรียงจากหนังสือ "โมงยามแห่งความสุข" ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ กรุงเทพมหานคร

Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=671&contentID=116211

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

ศิลปะการลงจากหลังม้า

โดย... พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

ในคอร์สภาวนาที่ผู้เขียนจัดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ เช่น ภาวนาสำหรับคนรุ่นใหม่ ภาวนาสำหรับนักธุรกิจ ภาวนาสำหรับครอบครัว ภาวนาสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือภาวนาสำหรับพระภิกษุสามเณร และภาวนาสำหรับชาวต่างชาติ ที่ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน ที่จังหวัดเชียงรายนั้น ผู้เขียนลองสังเกตดูผู้เข้าร่วมภาวนามาหลายปี ได้พบความจริงอย่างหนึ่งว่า หลายคนที่เข้าร่วมภาวนา เริ่มนึกถึงการภาวนาก็ต่อเมื่อเริ่มค้นพบว่ามีปัญหาสุขภาพบางอย่าง หรือเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตกำลังเสียสมดุล แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่แม้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ก็อยากเรียนรู้ว่าพุทธ ศาสนาสอนอะไร และจะนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างไร ก็สมัครเข้ามาเรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

แต่สำหรับผู้ที่สนใจมาร่วมงาน ภาวนาเพราะเริ่มรู้สึกตัวว่า มีปัญหาสุขภาพนั้น หลายคนเมื่อจบคอร์สแล้ว ก็ค้นพบคำตอบ และสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปในอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตเหมือนตัวเองเป็นเครื่องจักรในโรงงานที่ทำงานแบบไม่มี วันหยุด ก็เริ่มรู้จักคำว่า “ทางสายกลาง” เริ่มรู้ว่า ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่มีเงินเยอะที่สุด หากแต่คือ ชีวิตที่มีสมดุลงาน สมดุลชีวิตต่างหาก ใครก็ตามที่จัดสมดุลงานสมดุลชีวิตได้ จนเกิดสภาวะ “งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์” นับว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ใครก็ตามที่งานสัมฤทธิ์ ทว่าชีวิตขมขื่น (งานรุ่ง ชีวิตและสุขภาพร่วงโรย) ก็ยังถือว่า อยู่ห่างไกลความสำเร็จมากมายนัก

คนจำนวนมากในยุคนี้ นิยมการทำงานหนักจนดูประหนึ่งว่า กำลังตั้งป้อมเป็นศัตรูกับตัวเอง หรือกำลังสาปแช่งตัวเองทางอ้อมด้วยการเสพติดการทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่น บางคนอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งคืนทั้งวัน จนสายตาและประสาทตาเสีย ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติ บางคนเสพติดการทำงานหนักจนเอาที่ทำงานเป็นบ้านหลังที่หนึ่ง ส่วนบ้านจริง ๆ นั้น ปล่อยให้โทรมไม่มีชีวิตชีวา วัน ๆ แทบไม่ได้กินข้าวร่วมวงกับลูกและภรรยา บางคนบ้าเงินจนไม่ยอมจัดสรรวันหยุดให้กายและใจได้พักผ่อน เมื่อทำงานจนมีเงินมาก ๆ แล้ว จึงได้ไปนอนใช้เงินอยู่ในห้องไอซียูด้วยความเศร้าใจ

นี่คือ ตัวอย่างของชีวิตที่เสียดุลยภาพ

ในปรัชญาเซน มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ของผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ ครั้งเมื่อสนใจศึกษาเรื่องเซนจนเป็นเหตุให้ได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ญี่ปุ่น

เรื่องมีอยู่ว่า...

ชายคนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งจากพ่อเป็นม้าหนุ่ม ม้าตัวนี้ฝีเท้าดีมาก ท่วงทีงามสง่า แข็งแรง เขาดีใจมากกับรางวัลแห่งชีวิตชิ้นนี้ ทันทีที่ได้ม้าจากพ่อ จึงกระโดดขึ้นควบขี่ทันทีอย่างมีความสุข

แต่พลันที่เขากระโดดขึ้นขี่ ม้าตัวนี้ก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็วไม่ยอมหยุด บัณฑิตหนุ่มขึ้นขี่อยู่บนหลังม้าตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ผมสีดำสนิท และขี่อยู่อย่างนั้นไปตลอด ม้าพาเขาวิ่งจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ จากวันสู่คืน จากเดือนสู่ปี จากวัยหนุ่มแน่น ผ่านวัยกลางคน จนกระทั่งผมสีดำของเขากลายเป็นผมสีดอกเลาขาวโพลนเต็มหัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้ลงจากหลังม้า ร่างกายของเขา ทรุดโทรม อมโรค เหี่ยวย่น หน้าตาของเขามีแต่ริ้วรอยของวันเวลา ดวงตาของเขาแห้งโหยขาดชีวิตชีวา เหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ

วันหนึ่ง ขณะควบขี่อยู่บนหลังม้าผ่านไปทางย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้คนหลายร้อยคนเห็นเขาควบม้ามาแต่ไกล ต่างพากันมุงดู เมื่อเขาควบม้าเข้ามาใกล้ๆ ด้วยความเร็วสูง ชาวบ้านจึงตะโกนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า เขากำลังจะควบม้าไปไหน ชายชราอดีตบัณฑิตหนุ่มตะโกนตอบสวนออกไปว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังจะไปไหน เพราะนับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้า ผมก็ยังไม่เคยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ก็ลองถามม้าของผมดูสิ”

แล้วม้าจะตอบแทนเขาได้ไหม?

ใช่หรือไม่ว่า เราแต่ละคนที่กำลังทำงานงก ๆ แทบล้มประดาตาย จนไม่หยุดพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ตัวเอง ให้ครอบครัว ให้ธรรมชาติ ให้สังคม หรือให้หมอ (ยามรู้สึกว่าไม่สบาย หรือผิดนัดกับหมอบ่อย ๆ) ให้วัด (ให้การฟื้นฟูจิตวิญญาณ) หรือให้การเดินทางท่องเที่ยว ก็ไม่ต่างอะไรกับบัณฑิตหนุ่มคนนั้นที่นับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้าแล้ว ก็ไม่รู้จักศิลปะที่จะลงจากหลังม้าเพื่อเอาเวลาไปเรียนรู้ชีวิตในมิติด้าน อื่น ๆ บ้าง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ควบขี่อยู่บนหลังม้ามาแสนนาน จนชีวิตเริ่มเสียสมดุล ปีใหม่นี้ ก็ควรจะเริ่มทบทวนวิถีชีวิตแบบเดิมได้แล้ว จากนั้น ควรบอกตัวเองให้มองหาวิธีลงจากหลังม้าเป็น พัก ๆ ทั้งนี้ เพื่อจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าการควบขี่อยู่บนหลัง ม้า

หรือหากคนใกล้ตัวของคุณ เป็นนักขี่ม้ามายาวนานจนเสพติดชีวิตบนหลังม้า หากมีเวลา คุณก็ควรตัดบทความนี้ให้เขาอ่าน แล้วถามเขาว่า

“เมื่อไหร่คุณจะลงมาจากหลังม้าเสียที”

ศิลปะการลงจากหลังม้าเป็นพัก ๆ หรือลงแบบลาขาด ไม่ใช่ศิลปะขั้นสูง ใคร ๆ ก็ทำได้ถ้ามีสติ แต่ถ้าปราศจากสติเสีย แล้ว แม้มีใครไปตะโกนบอกให้ลงจากหลังม้า บางทีเขาอาจด่าตอบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จงปล่อยเขาให้ควบม้าต่อไปจนแก่ตายบนหลังม้าเถิด

Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=671&contentID=114928