ทุกคนอยากมีชีวิตสุขสบายไร้โรคา
ท่านทั้งหลายมาฟังการบรรยายก็มีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน ผมขอถามว่า
อายุขัยของคนเราสูงสุดคือเท่าไร บางคนบอกว่าสูงสุด
150 ปี ต่ำสุด 120 ปี ซึ่งไม่ถูก มนุษย์เรามีระยะเจริญเติบโต 20-25 ปี อายุขัยเป็น 5-7 เท่าของระยะเจริญเติบโต คือต่ำสุด 100 ปี สูงสุด 175 ปี การจะอยู่ถึงร้อยปีไม่ใช่ฝันอีกแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากอยู่ถึงขนาดนั้นหรือไม่
จะอยู่ร้อยปีก่อนอื่นต้องมีสุขภาพดี
แล้วสุขภาพดีมาจากไหน? มาจากพื้นฐาน 4 ประการในชีวิตประจำวัน ประการ
แรก คือภาวะจิตที่สงบสุข ประการที่สอง คือรับโภชนาการที่สมดุล
ประการที่สามคือออกกำลังกายพอเหมาะ ประการที่สี่คือนอนหลับเพียงพอ
โดยปรกติแล้ว ประการที่สี่ชักจูงให้งดบุหรี่และเหล้า ผมขอแก้เป็นนอนหลับเพียงพอ
ดั่งที่โบราณท่านว่า “อดนอนทุกวัน ชีวิตสั้นไป 10 ปี”
พื้นฐานสุขภาพ 4 ประการ ต้องเรียงตามลำดับ สมัยนี้มีบทความมากมายเขียนถึงเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่พูดถึงภาวะจิตใจเป็นประการแรก แสดงว่าผู้เขียนไม่ใช่มืออาชีพ
ไม่ต้องอ่านต่อแล้ว
เพราะแพทย์แผนจีนจัดภาวะจิตใจเป็นอันดับหนึ่งในการบำรุงสุขภาพ กล่าวคือ ภาวะจิตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม และผลพวงต่างๆ เกิดจากพฤติกรรม มองในแง่สรีระ คนเราอยู่ได้โดยอาศัยอวัยวะทั้ง 5 คือ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต
ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลออกใบมรณะบัตร
มักจะระบุสาเหตุการตายว่า หัวใจวาย ตับวาย ไตวาย เป็นต้น
ถ้าผู้ป่วยตายด้วยเส้นเลือดหัวใจอุดตัน แสดงว่าเลือดเข้มข้นสกปรก
แต่เลือดฟอกมาจากตับ แสดงว่าตับหมดสมรรถภาพในการฟอกพิษหรือกลั่นกรองเลือดให้บริสุทธิ์ิ์ ไหลเวียนไม่คล่องตัว ทำให้อุดตันในเส้นเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมาก
ก่อนหัวใจวายมักจะบันดาลโทสะซึ่งเป็นสาเหตุทำลายการทำงานของตับด้วย เพราะฉะนั้น โปรดจำไว้ว่า อย่าโมโหโทโสซึ่งไม่ช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ เลย นอกจากทำลายร่างกายเท่านั้น ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “หัวเราะสามเวลา ห่างไกลโรคและยา หัวเราะสามเวลา
หมอต้องผูกคอลา”
ทีนี้มาพูดเรื่องโภชนาการ อักษรจีนต้องเขียนตามลำดับก่อนหลัง ภาษาก็เช่นเดียวกัน เราพูดว่า “ดุลยภาพแห่งโภชนาการ”หมายความว่า ดุลยภาพต้องมาก่อน โภชนาการจึงตามหลังมา WHO เตือนเราว่า คนเราเกิดโรคมาจากสาเหตุ (1) รูปแบบการดำรงชีวิตไม่เหมาะสม (2) กินอาหารไม่สมดุล หมายรวมถึงมากเกินและขาดแคลน นั่นคือ ไขมันมากเกิน แต่แร่ธาตุและวิตามินขาดแคลน สรุปคือ ไม่รู้จักกิน ทำให้เกิดโรค
อยากจะถามว่า เรากินอาหารเพื่ออะไร คำตอบคือ (1) เพื่อดำรงชีพ (2) เพื่อป้องกันโรค (3) เพื่อรักษาโรค
บรรดาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เกิดจากการกินทั้งนั้น ในเมื่อกินแล้วทำให้เกิดโรคได้ ก็ต้องกินแล้วรักษาโรคได้เช่นกัน
แพทย์แผนจีนเป็นมรดกตกทอด 5 พันปี ให้คนรุ่นหลังใช้รักษาโรค 5 ขั้นตอน
ขั้นตอน 1 รักษาด้วยอาหาร หมอจะให้สูตรอาหารแก่คนไข้เป็นเวลาหลายเดือน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 2 กวาดทราย ดูดด้วยสุญญากาศ บีบนวดและดึงดัน ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 3 ฝังเข็ม ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 4 ใช้เหล้าดอง ถ้าไม่ได้ผล ก็จะใช้
ขั้นตอน 5 ใช้ยา
ปัจจุบันหมอจะให้ยาทันทีที่คนไข้มาหา เป็นยาย่อมมีพิษ คุณกินยาทั้งเดือนทั้งปี ไม่มีวันที่โรคจะหายขาด
Socrates บิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบัน เคยกล่าวเตือนว่า “จงกินอาหารให้เป็นยา อย่ากินยาเป็นอาหาร”จีนโบราณก็มีคำกล่าวว่า“ใช้อาหารรักษาโรคดีกว่ายา” แต่ทุกวันนี้มันกลับกันหมด
เรากินอาหารวันละ 3 มื้อ กินเพื่ออวัยวะชิ้นไหนกันแน่? เราอยู่ได้เพราะอาศัยพลังงานจากอวัยวะทั้ง 5 พลังงานของอวัยวะได้มาจากการกิน แต่ทุกวันนี้เรากินตามใจและปาก
ชอบอะไรก็กินมันทุกวัน อวัยวะทั้ง 5 ก็
เหมือนกับคน มีรสนิยมแตกต่างกัน ตับชอบกินสีเขียว หัวใจชอบกินสีแดง
ม้ามชอบกินสีเหลือง ปอดชอบกินสีขาว ไตชอบกินสีดำ
คำว่าดุลยภาพหมายถึงกินหลากหลายชนิด
แพทย์แผนจีนใช้วิธีมอง ฟัง ดม ถาม แมะ
ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ ในที่นี้ก็รวมทั้งการมองดูสี ทั้ง 5 บนใบหน้านั่นเอง ตัวอย่างเช่น ตับมีปัญหา สีหน้าจะออกเขียว หัวใจมีปัญหา สีหน้าจะออกแดง ม้ามมีปัญหา สีหน้าจะออกเหลือง คนไข้หอบหืด สีหน้าจะออกขาว คนไข้ไตเสื่อม สีหน้าจะออกดำ
ดังที่กล่าวแล้ว
ถั่วเขียวเหมาะสำหรับบำรุงตับ
เพื่อให้ตับขับพิษออกจากร่างกาย แต่ก็ต้องกินให้ถูกวิธี
คนทั่วไปมักจะต้มถั่วเขียวจนเละซึ่งไม่ถูกต้อง
วิธีที่ถูกคือต้มให้น้ำเดือดประมาณ 5-6 นาทีก่อนที่ถั่วจะแตกเม็ด รินเอาน้ำออกซึ่งจะได้น้ำถั่วเขียวที่มีสีเข้มข้นที่สุด
ดื่มแล้วมีสรรพคุณขับพิษสูงสุด จากนั้นเอาถั่วเติมน้ำต้มต่อจนเละกินเป็นอาหาร หัวใจชอบสีแดงให้กินถั่วแดง ม้ามชอบสีเหลืองให้กินถั่วเหลือง ปอดชอบสีขาวให้กินถั่วขาว ไตชอบสีดำให้กินถั่วดำ ทำไมถึงให้กินแต่ถั่ว? เพราะตำรายาจีนมีคำว่า“คนเรากินถั่วทั้ง 5 จะสมบูรณ์พูนสุข”โภชนาการแผนจีนก็เน้นว่า“กินไม่พ้นถั่ว” ขอยกตัวอย่างไม่ค่อยสุภาพ ในชนบทเขาใช้ถั่วดำเลี้ยงปศุสัตว์
ทำให้ไตแข็งแรงมีกำลังวังชา สามารถทำงานหนักเตะปี๊บดัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สุภาพสตรีควรบริโภคถั่วตลอดชีวิต เพราะนอกจากเป็นประโยชน์ต่ออวัยวะทั้ง 5 แล้ว ในถั่วยังมีสารที่กระตุ้นการทำ
งานของรังไข่
ต่อไปจะพูดถึงรสชาติ เปรี้ยวบำรุงตับ ขมบำรุงหัวใจ หวานบำรุงม้าม เผ็ดบำรุงปอด
เค็มบำรุงไต หมายความว่า ต้องกินให้ครบทุกรสชาติอย่างละนิด ให้เกิดสมดุล
เช่นรสเปรี้ยวบำรุงตับ กินมากตับพัง จีนเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคตับมาก
ในจีนเองต้องยกให้มณฑลซันซีครองแชมป์โรคตับ
เพราะคนที่นั่นชอบกินน้ำส้มสายชู รสเผ็ดบำรุงปอด กินมากปอดพังเช่นกัน
สถิติกระทรวงสาธารณสุขจีนปีที่แล้วระบุว่า
ชาวเสฉวนและชาวหูหนันที่อพยพจากจีนใต้ไปอยู่ภาคเหนือ
นำเอานิสัยชอบกินพริกติดตัวไปด้วย นานวันเข้าเป็นโรคมะเร็งในปอดตามๆ กัน
ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ภาคใต้อากาศชื้น
กินเผ็ดป้องกันความชื้นได้ แต่ภาคเหนืออากาศแห้ง กินเผ็ดมากจะทำลายปอด
พึงจำไว้ว่า ใครอยู่ถิ่นไหนให้กินของถิ่นนั้น
ไม่ใช่ว่ากินของได้ทั่วทุกถิ่น
กินอาหารอย่างไรจึงจะเหมาะ ง่ายนิดเดียว มีหลักการจำดังนี้ “สีสัน หยาบ-ละเอียด ดิบ-สุก คาว-เจ”หมายความว่า กินอาหารต้องคละกันหลากสีและรสชาติ หยาบแข็งควบคู่กับละเอียดนิ่ม สุกควบคู่กับดิบ คาวควบคู่กับเจ
ขอแนะนำว่า แต่นี้ไปให้กินผักดิบผลไม้สดแต่ละมื้อ
ถ้าเปลือกกินได้ก็กินทั้งเปลือกจะยิ่งดี เพราะแพทย์แผนจีนถือว่า
กินของดิบลดอาการร้อนใน แพทย์แผนปัจจุบันก็ถือว่า
ผักผลไม้สดดิบให้วิตามินดีกว่า
สุดท้ายจะพูดถึงยาบำรุง เราไม่ต้องเสียเงินมากมายซื้อยามาบำรุงร่างกาย
ผักและผลไม้มีวิตามินสูง ถ้ากินให้ถูกวิธี
ก็สามารถดูดซึมวิตามินเพียงพอต่อร่างกาย สิ่งที่ต้องการคือแคลเซียม ผู้หญิงควรกินแคลเซียมวันละ 3000 มก. ขึ้นไป ผู้ชายกินวันละ 4000 มก.
ขึ้นไป
พร้อมกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ คนทั่วไปมักเข้าใจผิด
คิดว่าแคลเซียมใช้สำหรับรักษาโรคไขข้ออักเสบ
ที่จริงแล้วแคลเซียมช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียน นอกจากนั้น
ยังป้องกันเส้นโลหิตแข็งตัว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
ควรกินแคลเซียมให้เพียงพอ เพื่อให้เส้นโลหิตอ่อนตัว ความดันก็จะลดตาม
ยาลดความดันก็ไม่ต้องกินมาก
ขอฝากคำขวัญให้ทุกท่าน “อยากให้ร่างกายดี กินอาหารถูกวิธี อยากให้สุขภาพเยี่ยม อย่าลืมกินแคลเซียม” อย่าลืม อาหารต้องมาก่อนยา เป็นโรคอย่าพึ่งแต่ยา พึงใช้ยาในยามวิกฤติเท่านั้น ขอส่งท้ายด้วย 4 ประโยคดังนี้ “หมอที่ดีที่สุดคือตัวเรา โรงพยาบาลที่ดีที่สุดคือห้องครัว ยาที่ดีที่สุดคืออาหารมีคุณค่า การรักษาที่ดีที่สุดคือเวลา” หมาย
ความว่า ตัวคุณเองต้องรู้จักรักษาตัวเอง
ห้องครัวในบ้านคุณเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ยากับอาหารมีความหมายเดียวกัน
กินอาหารให้ถูกต้องก็คือยาที่ดีที่สุด การรักษาต้องต่อเนื่อง
ไม่ใช่ทดลองแล้วก็หยุด หรือเปรียบเสมือนใช้อวนจับปลา 3 วัน แล้วก็ตากอวนหยุดจับปลา 2 วัน ต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี
ท้ายที่สุด ผมขอแนะนำดังนี้
1. หลังจากฟังคำบรรยายแล้ว นำไปเผยแพร่แก่ญาติมิตร
เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี และเป็นการทบทวนในตัว
2. เขียนข้อความ “ก่อนถึงเก้าสิบเก้า ห้ามเข้า(โลง)เด็ดขาด”ติดไว้หน้าเตียง เพื่อเตือนตัวเองกินให้ถูกวิธี
ก่อนลาจาก ขอให้เราทุกคนตะโกน “ยืนหยัดไม่ไป
(ตาย)
ก่อนอายุ 99”
Source:
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555
Why Does Hair Turn Gray?
By Sarah B. Weir, Yahoo! blogger
There is one thing most presidents have in common at the end of their first terms: more gray hairs. The graying of the Commander-in-Chief is symbolic of the stress associated with being top dog in the world's most powerful nation. However, research shows that psychological stress does not, in fact, impact the color of one's locks.
Photo: President Obama, Going Gray
For both presidents and the rest of us, gray hair is simply a part of the normal aging process, and the rate you go silver is genetically predetermined. Going gray is not associated with earlier mortality, and premature graying is not, generally speaking, a sign of a illness or ill health in younger adults. There are, however, some specific health conditions, such as vitiligo (an autoimmune disorder that causes uneven pigmentation) associated with gray or white hair, but for most of us, going gray is just a fact of life.
Related: Gray Hair's in Fashion, but What About at Work?
Hair color comes from the pigment melanin, which has two hues, blackish brown and reddish yellow—the amount and mix of each determines your individual shade. Hair without any melanin is pure white. The pigment is produced in cells called melanocytes, located at the base of the hair follicle. The melanocytes inject pigment into the hair. At some point in everyone's lifetime, these cells slow down and eventually stop producing color all together in what's called apoptosis, or genetically predetermined demise. Scientists have yet to identify the exact mechanism by which melanocyte cell death occurs.
Tips to Make Hair Color Last
A study of more than 4,000 women and men from 20 countries determined that about 75% of people between the ages of 45 and 65 have some gray hair. In general, people of European descent gray earliest followed by Asians and Africans. It's interesting to note that a lucky 1 in 10 has no gray hair by retirement age. Beginning at age 30, your chances of having gray hair go up 10-20% per decade.
It may feel like you sprout more grays in the wake of a stressful event, but that's probably because middle age is basically a series of anxiety-ridden events. Between working, raising kids, and caring for older parents, the "sandwich" years of 45-65 can be stressful, especially for women. They are also when we naturally start to look older.
In 2011, L'Oreal announced it was in the early stages of developing a pill that would prevent melanin reduction, but at this point, there is still no silver bullet to keep away the grays.
Source: http://shine.yahoo.com/beauty/why-does-hair-turn-gray-163000484.html
วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
How Stress And Sleep Loss Are Shortening Your Life
by Melanie Haiken
Would you prioritize sleep if you knew it kept your immune system strong? That’s the question the American Academy of Sleep Medicine wants you to ponder this week. Lost in the hoopla surrounding Independence day was the publication of some eye-opening (or eye-shutting) research by the American Academy of Sleep Medicine showing that the immune system responds sharply to sleep loss.
In the study, intimidatingly named “Diurnal Rhythms in Blood Cell Populations and the Effect of Acute Sleep Deprivation in Healthy Young Men,” Researchers at the Erasmus MC University Medical Center in Rotterdam, the Netherlands, and the University of Surrey in the UK measured white blood cell counts in young men who sleep eight hours and men whose sleep was restricted, and found a spike in white blood cells, particularly those called granulocytes, released in response to immune system threat.
The researchers’ conclusion: Severe sleep loss jolts the immune system just as stress does (read on for more on stress).
Sleep Loss Quadruples Stroke Risk
In addition to shocking your immune system, lack of sleep also raises your stroke risk – even if you’re relatively young and healthy. New research, presented last month at SLEEP 2012, found that those who cut back their sleep to less than six hours of sleep a night are at 4.5 percent greater risk of having a stroke compared with those who slept 7 to 8 hours a night. Though researchers don’t know the exact mechanism, it seems that chronic lack of sleep causes inflammation, elevates blood pressure and heart rate, and affects glucose levels, leading to a much higher stroke risk in the sleep-deprived.
Most concerning, though, is that the 5,000+ people studied were healthy, middle-aged adults with a body mass index in the normal range — not those typically considered at high stroke risk. And their sleep loss wasn’t as extreme as in the immune study; these folks reported getting less than six hours of sleep a night – the amount that 30 percent of the American population reports getting.
For some tips on getting to sleep more easily, see 5 Foods to Help You Sleep
Stress Sabotages Your Immune System, Too
This isn’t news; study after study has shown that stress raises our risk of cancer, heart disease, allergies, and susceptibility to colds and flu. What’s new is that researchers at Carnegie Mellon think they now know how this works. The key, they say, is cortisol, the stress hormone released whenever we feel fear, worry, or anxiety. Cortisol is supposed to give us a jolt of energy, enabling us to react to and run away from the lion as it were. But it appears that when our systems are constantly bathed in cortisol, the body loses its ability to regulate inflammation.
Here’s how it works. Cortisol has a secondary function of controlling the body’s inflammatory response to immune system triggers. But over time, with constant exposure to stress and therefore cortisol, tissues become less sensitive to cortisol, releasing less of their anti-inflammatory substances. (A similar process occurs with diabetes, as chronically elevated insulin leads to insulin resistance.)
The Carnegie Mellon team, headed by Sheldon Cohen, ran two tests of this theory. First they exposed healthy adults to cold viruses, isolating and monitoring for five days afterwards. People who’d recently been under stress showed increased resistance to cortisol. In a second test, the researchers found that participants had higher numbers of cytokines, which trigger inflammation.
So what does it all mean? That when you get stressed out and stop sleeping, or stop sleeping well, you get sick. (Think back to college, when you’d get a horrible flu or even pneumonia or mono, right after finals were over.) That probably doesn’t seem that concerning; we’ve dealt with the post-all-nighter flu all our lives. But this year has also seen convincing research that the body’s immune response is key to protecting us from serious disease, such as cancer, and that inflammation is a key precursor to heart attack, stroke, diabetes, and other life-threatening diseases. In fact, ongoing research is underway to document the effects of stress and sleep loss on shortening lifespan.
Source: http://www.forbes.com/sites/melaniehaiken/2012/07/05/how-stress-and-sleep-loss-are-shortening-your-life/
Would you prioritize sleep if you knew it kept your immune system strong? That’s the question the American Academy of Sleep Medicine wants you to ponder this week. Lost in the hoopla surrounding Independence day was the publication of some eye-opening (or eye-shutting) research by the American Academy of Sleep Medicine showing that the immune system responds sharply to sleep loss.
In the study, intimidatingly named “Diurnal Rhythms in Blood Cell Populations and the Effect of Acute Sleep Deprivation in Healthy Young Men,” Researchers at the Erasmus MC University Medical Center in Rotterdam, the Netherlands, and the University of Surrey in the UK measured white blood cell counts in young men who sleep eight hours and men whose sleep was restricted, and found a spike in white blood cells, particularly those called granulocytes, released in response to immune system threat.
The researchers’ conclusion: Severe sleep loss jolts the immune system just as stress does (read on for more on stress).
Sleep Loss Quadruples Stroke Risk
In addition to shocking your immune system, lack of sleep also raises your stroke risk – even if you’re relatively young and healthy. New research, presented last month at SLEEP 2012, found that those who cut back their sleep to less than six hours of sleep a night are at 4.5 percent greater risk of having a stroke compared with those who slept 7 to 8 hours a night. Though researchers don’t know the exact mechanism, it seems that chronic lack of sleep causes inflammation, elevates blood pressure and heart rate, and affects glucose levels, leading to a much higher stroke risk in the sleep-deprived.
Most concerning, though, is that the 5,000+ people studied were healthy, middle-aged adults with a body mass index in the normal range — not those typically considered at high stroke risk. And their sleep loss wasn’t as extreme as in the immune study; these folks reported getting less than six hours of sleep a night – the amount that 30 percent of the American population reports getting.
For some tips on getting to sleep more easily, see 5 Foods to Help You Sleep
Stress Sabotages Your Immune System, Too
This isn’t news; study after study has shown that stress raises our risk of cancer, heart disease, allergies, and susceptibility to colds and flu. What’s new is that researchers at Carnegie Mellon think they now know how this works. The key, they say, is cortisol, the stress hormone released whenever we feel fear, worry, or anxiety. Cortisol is supposed to give us a jolt of energy, enabling us to react to and run away from the lion as it were. But it appears that when our systems are constantly bathed in cortisol, the body loses its ability to regulate inflammation.
Here’s how it works. Cortisol has a secondary function of controlling the body’s inflammatory response to immune system triggers. But over time, with constant exposure to stress and therefore cortisol, tissues become less sensitive to cortisol, releasing less of their anti-inflammatory substances. (A similar process occurs with diabetes, as chronically elevated insulin leads to insulin resistance.)
The Carnegie Mellon team, headed by Sheldon Cohen, ran two tests of this theory. First they exposed healthy adults to cold viruses, isolating and monitoring for five days afterwards. People who’d recently been under stress showed increased resistance to cortisol. In a second test, the researchers found that participants had higher numbers of cytokines, which trigger inflammation.
So what does it all mean? That when you get stressed out and stop sleeping, or stop sleeping well, you get sick. (Think back to college, when you’d get a horrible flu or even pneumonia or mono, right after finals were over.) That probably doesn’t seem that concerning; we’ve dealt with the post-all-nighter flu all our lives. But this year has also seen convincing research that the body’s immune response is key to protecting us from serious disease, such as cancer, and that inflammation is a key precursor to heart attack, stroke, diabetes, and other life-threatening diseases. In fact, ongoing research is underway to document the effects of stress and sleep loss on shortening lifespan.
Source: http://www.forbes.com/sites/melaniehaiken/2012/07/05/how-stress-and-sleep-loss-are-shortening-your-life/
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555
แผ่เมตตาให้ศัตรู
สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง :
ในที่สุด คนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตร ไม่ช้าก็เร็ว
การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกันก็จะหมดไป
โดย ปิยโสภณ
คำนำ
การผูกอาฆาตพยาบาท จองเวร ให้ผลข้ามพบข้ามชาติ ถ้าเราเปรียบภพชาติ เหมือนคืนวัน การนอนหลับ เหมือนการตาย การตื่นจากหลับ เหมือนการเกิด ภพชาติก็ใกล้ตัวเราเข้ามา การผูกอาฆาตพยาบาท เหมือนการเข้านอนโดยไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย หลับก็ไม่เป็นสุข ตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น
ในแต่ละวัน จิตใจของเราเก็บเกี่ยวเฉี่ยวโฉบ อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา นินทา อาฆาตพยาบาท ขุ่นแค้น ขัดเคือง นานาชนิดเอาไว้ ถ้าไม่มีวิธีชำระใจ ก็จะเกิดสนิมใจขึ้นมา คนไม่อาจนอนได้อย่างมีความสุข หากไม่ชำระร่างกายฉันใด ใจที่ไม่ถูกชำระ จะทำให้ฝันร้าย อารมณ์หงุดหงิด หลับไม่สนิท ฉันนั้น
ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มน้อยนี้ขึ้นมาจากเรื่องจริง ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อหนังสือนี้พิมพ์เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้คนจำนวนมากเข้ามาพูดคุยสนทนาด้วย บางคนบอกว่าอ่านแล้วทำให้ได้สติ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาจากต่างประเทศ มีสนิมใจเกิดขึ้นหมักหมมมานานกว่า ๒๐ ปี ไม่มีทางแก้ มันตามหลอกหลอนทุกอริยาบถ เข้านอน เข้าห้องน้ำ อารมณ์โกรธ เกลียดพยาบาทก็ยังตามหลอน ต้องถอนหายใจตลอดเวลา
ข้าพเจ้าแนะนำว่า เราต้องหาวิธีปลดปล่อยอารมณ์นั้นให้ได้ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องผูกอาฆาตพยาบาทใคร หรือให้ใครตามมาจองเวรเราข้ามภพข้ามชาติ แปลว่า กาลข้างหน้า เราไม่ต้องมารองรับสู้รบกับใครอีกต่อไป แต่ทว่า การอโหสิกรรมให้แก่คนที่เรารัก...ทำได้ง่าย แต่คนที่เราชัง ทำได้ยาก...ถึงกระนั้น เราก็ต้องทำให้ได้
การ “แผ่เมตตาให้ศัตรู” ที่เขียนไว้นี้ พอเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายฝึกปฏิบัติ เพื่อวันหน้า ภพหน้า เราจะได้ไม่มีใครเป็นศัตรูต่อไป เป็นการชำระใจของเราให้สะอาดทุกวันๆ เพื่อให้มั่นใจว่า แม้วันนี้เราจะต้องตายจากไป เราก็รู้สึกไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ไม่มีใครเป็นศัตรูกับเรา ไม่มีหนี้กรรมเวรใดๆ จะต้องไปชดใช้กับใครในภพอื่นชาติโน้น ใจเราก็เป็นสุขสบาย ใจเขาก็เอิบอิ่มเป็นบุญ เริ่มต้นที่เรา มิใช่รอให้เขาเริ่มต้น เริ่มต้นวันนี้ มิใช่รอให้ถึงวันพรุ่งนี้...เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีเรา
ขออนุโมทนาบุญและแสดงความยินดีกับท่าน ที่ได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มน้อยของข้าพเจ้านี้ ขอให้ท่านจงคิดว่า เราเกิดมาลงทุน แม้ยังไม่ได้กำไร...ก็อย่าให้ขาดทุนในชีวิต ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวรภัยต่อกันทุกเมื่อ อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนกัน ขอจงอยู่ด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ตลอดไปเถิด
เจ้ากรรมนายเวร คือ สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร
เราชอบกินหมู เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ หมู
เราชอบกินไก่ เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ ไก่
เราชอบกินเป็ด เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ เป็ด
แม้กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เรากินมาตั้งแต่เกิด กระทั่งถึงวันนี้ นับไม่ถ้วนว่ากี่ร้อยกี่พันชีวิต ก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของเราทั้งสิ้น
เนื้อหนังมังสาของเรา อวัยวะทุกส่วน ล้วนแล้วแต่มีหุ้นส่วนของชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสิ้น บางครั้ง เราคิดว่าเป็นของเราคนเดียว ไม่เคยแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ ทั้งๆ ที่เขาสละชีวิตของเขา เพื่อต่อชีวิตเราให้ยืนยาวออกไป เขาก็รู้สึกน้อยใจที่ถูกเพิกเฉย ความน้อยใจของเขา บางครั้งทำให้เราเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็ง เป็นต้นได้ บางทีก็ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอหาเหตุไม่พบ แต่พอแผ่เมตตากลับหาย
เรื่องเช่นนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทุกครั้งที่เราไหว้พระสวดมนต์ ขอให้เราแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเป็นอาหาร การแผ่เมตตาให้เขา แท้จริง ก็คือ แผ่ให้ตัวเรานั่นเอง การให้เขา คือ การให้เรา เพราะเขาอยู่กับเรา เขา คือ ร่างกายของเรา เขาสละชีวิตเลือดเนื้อ มาเป็นพลังงานชีวิตเรา แม้ขณะที่เราอ่านหนังสือหรือทำอะไรอยู่ ก็มีพลังงานของเขา คอยสนับสนุนทุกส่วน การแผ่เมตตาทำได้ง่าย เพียงแต่ให้นึกถึงเขาเสมอๆ คิดถึงความดีของเขา ที่ส่งเสริมให้เรามีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ หลับตาน้อมจิตอธิษฐาน ขออย่าให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ให้มีความปลอดภัยในชีวิต การแผ่เมตตา ถือเป็นการแสดงความขอบคุณต่อหลายชีวิต ที่ถูกปรุงเป็นอาหารอร่อยวางบนโต๊ะอาหาร รอคอยเรามาร่วมวงขบเคี้ยว ดูเหมือนเราไม่ค่อยคิดกันในเรื่องนี้ หากแต่มองเห็นทุกอย่างบนโต๊ะเป็นความอร่อย ทั้งๆ ที่ความจริง เรากำลังกินศพหมู ศพไก่ ศพเป็ด ศพวัว ศพกุ้ง ศพปู ศพปลา คิดดูเถิด คล้อยหลังจากเราอิ่มเพียงชั่วโมงเดียว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา หูฉลามที่เรากินเข้าไป ก็ถูกย่อยเป็นพลังงาน ส่วนกากอาหารก็เน่าเหม็น เป็นอันตราย กระทั่งเราต้องขับถ่ายออกมาทุกวันๆ เราอาจคิดไม่ถึงว่า เรากำลังกินสัตว์อื่น ชีวิตเราถูกเลี้ยงด้วยชีวิตของสัตว์อื่น
การกิน คือ การต่ออายุ วันหนึ่งเราต่ออายุ ๓ เวลา แต่ละเวลา เราต้องรับประทานสัตว์อื่นหลายสิบชีวิต ขนาดใหญ่บ้าง ขนาดเล็กบ้าง บางทีไข่ในท้องปลาที่เรากิน หากเขาได้เกิดมาเป็นตัว ก็คงเป็นปลาจำนวนมหาศาล แต่เราเคี้ยวกินเป็นกับข้าวเพียงคำเดียว การแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร จึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงความขอบคุณ และให้อภัยต่อกันและกัน ให้เขามีความรู้สึกว่า เขามีส่วนร่วมในชีวิตของเรา เหมือนเรายินดีต้อนรับแขก ที่เดินเข้ามาพักในบ้านเรา แขกก็จะรู้สึกอบอุ่น เพราะการตอนรับที่ดีของเจ้าบ้าน
ต่อมาก็มาถึงการแผ่เมตตาถึงคนที่เรารัก และคนที่เรารู้สึกว่า เขาเป็นศัตรูกับเรา คือ เรารู้สึกเกลียดชังเหลือเกิน ไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากร่วมงานด้วย ไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากเห็นหน้า โดยธรรมชาติของมนุษย์ ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้ ยิ่งโกรธก็ยิ่งถูกแกล้ง เขาทำอะไรลงไป ดูเหมือนจะขัดใจขวางหูขวางตาไปหมด เพราะเราตั้งใจไว้ผิดเสียแล้ว เพียงแต่เห็นก็เป็นทุกข์ เขาทำปากขมุบขมิบอยู่ไกล ไม่ได้ยินเสียง เรายังคิดว่าเขากำลังด่าเราได้ เราเป็นทุกข์เพราะความคิด ทุกข์เพราะจินตนาการ เป็นความผิดของเราเอง มิใช่ความผิดของเขา บางทีเขาก็แกล้งให้เราเป็นทุกข์ เพราะรู้ว่าให้ยาพิษแล้ว เรายินดีรับมาดื่ม เป็นความผิดของเราเอง เรากำลังจุดไฟภายในเผาเราเองต่างหาก
เป็นเรื่องน่าคิดว่า มนุษย์เราชอบมองหาความผิด ชอบจับเอาความผิด เค้นหาความผิดของคนอื่น ส่วนความผิดของตนกลับกลบเกลื่อน ไม่ค่อยจับถูก เมื่อจับผิด เขาจึงพลาดความดีตลอดเวลา อะไรที่เป็นขยะ จึงขนเข้ามากองในใจทั้งหมด สุดท้ายหัวใจของเขา ก็กลายเป็นกองขยะที่เน่าเหม็น มิใช่หิ้งบูชาที่งดงามอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ ปรับวิธีดำรงชีวิตเสียใหม่ ไม่ให้ใจเป็นถังขยะ แต่ให้ใจเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามทุกวัน ด้วยการมองหาดีของคนให้พบ มองบวก คิดบวก พูดบวก เพราะการทำอะไรเป็นบวก จะทำให้ได้กำไร และใจสบาย ส่วนการมองลบ คิดลบ พูดในทางลบ นอกจากตัวเองเกิดทุกข์แล้ว ยังทำให้ผู้อยู่รอบตัวเราเป็นทุกข์ตามไปด้วย เราควรหลีกเลี่ยงคนที่คิดในทางลบ เพราะทำให้ชีวิตเราติดลบไปด้วย
การแผ่เมตตา คือ การคิดบวก พูดบวก มองหาดี ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงหากฝึกให้เป็นนิสัย ก็เป็นเรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เราชอบใคร เราก็อยากไปหาคนนั้น เรารักใครมาก ก็อยากยกให้เขาหมด มีอะรก็ให้หมดได้โดยไม่รู้สึกเสียดาย แม้บางครั้ง เขาไม่อยากได้ เรายังอุตส่าห์ยัดเยียดให้เลย ถ้าพอใจ ภูมิใจ พอเขาไม่รับ ก็อาจเสียใจลึกๆ หาว่าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ยินดีตอนรับ จากรักก็พาล จะกลายเป็นร้ายไปได้ มาถึงคนที่เราเกลียดชัง เรื่องจะแบ่งใจให้ไม่มีอยู่แล้ว เรื่องง่ายก็มักเป็นเรื่องยากเสมอ จึงจำเป็นต้องหาวิธีแผ่เมตตาที่แยบคาย
โดยธรรมชาติมนุษย์ เกลียดชังใคร แม้แต่เงา เราก็ไม่อยากเห็น มีอะไร ก็ไม่อยากให้ เราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนๆ นั้น ต้องการเดินคนละเส้นทาง ห่างได้ยิ่งดี แต่เขาลืมคิดไปว่า ทางอารมณ์เราหนีตัวเองไม่ได้ ยิ่งเดินหนีก็ยิ่งวิ่งตาม อารมณ์โกรธเกลียด ก็มักจะวิ่งตามขนาบเราไป บางทีก็วิ่งข้ามภพข้ามชาติไปกับเรา ก่อเหตุร้ายไม่สิ้นสุด ยุติพยาบาทในชาตินี้ให้ได้ แผ่เมตตาให้ อโหสิกรรมกันให้ได้ในชาตินี้
จะมีใครคิดบ้างว่า ศัตรูบางคน ตั้งความปรารถนาขอไปเกิดเป็นลูกของเราก็มี เพื่อจะได้เผาผลาญจิตใจของเราให้ถึงที่สุด เช่น ลูกบางคนเกิดมา เพื่อผลาญทรัพย์สินสมบัติของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เกิดทุกข์ สอนไม่ได้ บอกไม่ฟัง ทำให้พ่อแม่นอนเป็นทุกข์ กินไม่ได้ ไม่เคยมีความภูมิใจในลูก มีแต่ความกลัดกลุ้มใจ บางคนพ่อแม่ถึงขนาดตัดขาดจากความเป็นพ่อแม่ลูกกันก็มี สิ่งเหล่านี้ เราต้องมองให้ออก และหาวิธีแก้ต้นเหตุที่ระบบความคิดของเราให้ได้ แต่ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่คนเราชังใครมากๆ มักจะต้องได้เกี่ยวข้องกับคนนั้น ไม่อยากเห็นหน้าใคร ก็มักจะได้เห็นเขาอยู่บ่อยๆ ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้ ถึงขนาดบางคนต้องมาอยู่เป็นคู่ชีวิตก็มี
กรรมเวรมีจริง ผลของการอาฆาตพยาบาท ให้ผลร้ายขนาดนี้ อะไรทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พลังงานความคิดที่เรา ไม่ยอมปลดปล่อยอารมณ์ออกไปนั้นเอง เป็นเหตุ สังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า เราคิดเกลียดเมื่อใด ก็เท่ากับเราทาสีลงบนผ้า ที่สีกำลังจะเลือนหายไป เราคิดโกรธเมื่อใด เท่ากับเราตอกย้ำให้เกิดความคมชัดทางความรู้สึกขึ้นมาอีกเท่านั้น เป็นการเติมมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ที่มีต่อคนๆ นั้น ให้คงเหลืออยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ใกล้จะเลือนหายไปแล้ว คนเราชอบพูดถึงคนที่เราเกลียด เมื่อพูดบ่อยๆ อารมณ์นั้นก็จะฝังแน่นในใจ แม้ไม่ปรารถนาจะเก็บความไม่ดีของคนนั้นไว้ เขาหารู้ไม่ว่า นั่นคือ การนำขยะที่เน่าเหม็นมาเก็บไว้ในใจตัวเอง ในที่สุด ใจเราก็เต็มไปด้วยอารมณ์เกลียด อารมณ์เน่าเฟะอยู่ในใจเรา พึงจำไว้ว่า คนที่เราเกลียดชังหรือโกรธแค้น หยุดพูด...ก็หยุดคิด หยุดคิด...ก็เลือนหาย เพียงแต่เราอดใจไม่ได้ มักย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำพูด สติเราไม่พอกับความรุนแรงของอารมณ์
การยับยั้งชั่งใจไม่เข้มแข็ง จึงต้องเหยียบย่ำทำกรรมในใจตัวเอง ขอให้สังเกตดูให้ดี เรื่องนิดเดียวสามารถบานปลาย ได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียว บางทีเราพูดนิดเดียว แต่คนฟังนำไปขยายต่ออีกสิบ พูด ๒ ครั้ง ก็นำไปขยายต่ออีกนับไม่ถ้วน ความเกลียดชัง อาจเริ่มต้นจากจุดนิดเดียว แต่กลายเป็นเชื้อไวรัสมากมาย เพราะคำพูดของเรา เพราะปากของเราเอง เพราะเห็นแก่ความสนุกปาก การปรับทุกข์ในบางครั้ง ก็ไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อเพลิงความทุกข์ ให้ตัวเอง เติมเชื้อแห่งความอาฆาตพยาบาท ลงไปในจิตใจเราเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องหาวิธีแผ่เมตตาให้ถูกต้อง คือ แผ่ให้ถึงศัตรูให้ได้ เพื่อให้ความเป็นศัตรูในใจเขาและเราหมดไปจากกัน ยุติบทบาทกรรมข้ามภพข้ามชาติให้ได้ ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอน ให้เราแผ่เมตตาด้วยการใช้คำว่า “สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง” คำนี้มีนัยที่สำคัญมาก นั่นคือ ทรงสอนให้เราแผ่เมตตาให้ถึงศัตรูได้ โดยไม่รู้สึกติดขัด ให้คิดว่าคนทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนโลก ชาติชั้นวรรณะ เขาสมมติเรียกให้ เผอิญเกิดบนแผ่นดินไทย ก็เรียก คนไทย หากเกิดที่จีน ก็เรียก คนจีน เกิดญี่ปุ่น ก็เรียกว่า คนญี่ปุ่น แต่ความเป็นคนเป็นสัตว์เท่ากัน มีความเสมอกันในการได้ชีวิต
จริงๆ แล้ว เราก็อยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน...ก็ต้องจากโลกนี้ไปทั้งนั้น การมาเกิดจึงไม่ต่างจากการมาเที่ยว เมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องรีบกลับ ถ้าเราคิดกว้างๆ ได้อย่างนี้ คือ คิดว่าทุกคนเป็นเพียงสรรพสัตว์เท่านั้น ไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรู ใจของเราก็จะรู้สึกสบายขึ้น เบาโปร่ง หายใจโล่ง เราก็เริ่มจะแผ่เมตตาได้ ธรรมดามนุษย์เรา เวลาแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก พลังจิตจะถูกดึงออกไปอย่างแรง เหมือนเทน้ำลงไปในที่ลุ่ม น้ำจะใหลลงไปที่ลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนการส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้คนที่เราเกลียดชัง เหมือนเทน้ำให้ไหลไปที่ดอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ อารมณ์ที่ส่งไปถึงคนที่เราเกลียด จึงมักจะติดขัด เพราะพลังจิตไม่ยอมเดินทาง เนื่องจากมีความคิดว่า จะแผ่เมตตาให้ศัตรูทำไม ในเมื่อเขาทำเราเจ็บ เมื่อคิดเพียงเท่านี้ คนที่เป็นศัตรู ก็ยังคงเป็นศัตรูอยู่ต่อไป และอาจเพิ่มความเป็นศัตรูมากขึ้นทุกครั้ง
ที่แผ่เมตตาให้คนที่รารักเราชอบ เหมือนมีเด็กสองคนยืนอยู่ต่อหน้าเรา คนหนึ่งเรารักมาก อีกคนเราไม่รักเลย เวลายื่นของให้เด็ก เรายื่นให้เฉพาะเด็กที่เรารัก ไม่ยื่นให้คนที่เราชัง เด็กก็รู้สึกต่างกัน ทุกครั้งที่เรายื่นของให้เด็กที่เรารัก ก็จะเพิ่มความเกลียดชังในใจของเด็กอีกคน การอิ่มครั้งที่สองของเด็กคนหนึ่ง ย่อมหมายถึงความหิวทวีคูรของเด็กอีกคน วิธีแผ่เมตตา ท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่า เป็นคนที่เรารักหรือชัง หากแต่ให้คิดว่า เป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกัน
ทุกชีวิตเป็นเพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ เท่านั้น การคิดเช่นนี้ เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลกันก่อน ปรับให้ถึงธาตุเดิมของชิวิต ยกเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรมเผ่าพันธุ์ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสุดโต่งทั้งรักและชัง เหมือนกับการปรับพื้นดินไม่ให้สูงหรือต่ำ แต่ปรับให้พื้นทุกตารางนิ้วได้ระดับเดียวกันหมดเสียก่อน แล้วจึงเทน้ำลงไป น้ำที่เทลงไปก็จะกระจายไปทุกพื้นที่ได้ง่าย ที่ดอนก็ไม่มี ที่ลุ่มก็ไม่เกิดขึ้น การแผ่เมตตาก็เช่นเดียวกัน การแผ่เมตตาให้คนที่เราเกลียดทำได้ยาก แต่จำเป็นยิ่งกว่าแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก เพราะปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกเป็นศัตรู มิใช่ความรู้สึกรัก ยิ่งเกลียดมากยิ่งต้องใช้พลังจิตสูง แต่ถ้าทำได้แล้ว ก็สบายใจไปตลอดชีวิต อาจจะยากเพียงครั้งแรกครั้งเดียว...ครั้งต่อไปก็ง่าย ยิ่งเราได้ปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชิน...ของยากก็เป็นของง่าย ทุกอย่างก็ถือเป็นปกติ ไม่มีอุปสรรคขัดข้อง และความรู้สึกเป็นศัตรูหรือโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาท...ก็จะหมดไป ก็จะเลือนหายไปจากใจเรา...กระทั่งหมดสิ้น ในที่สุด คนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตร...ไม่ช้าก็เร็ว การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกัน...ก็จะหมดไป ทุกชีวิตก็จะปลอดจากภัยเวรในสงสารวัฏ เกิดภพใดชาติใด ก็จะพบแต่คนดี มีคนอุ้มชูช่วยเหลือ จะทำให้มีครอบครัวดี มีลูกดี มีรูปสมบัติ มีสติปัญญาดี เพราะทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ทำใจดี” ให้ได้ในวันนี้
ที่มา : คุณ Ratha http://larndham.net/index.php?showtopic=23678
โดย ปิยโสภณ
คำนำ
การผูกอาฆาตพยาบาท จองเวร ให้ผลข้ามพบข้ามชาติ ถ้าเราเปรียบภพชาติ เหมือนคืนวัน การนอนหลับ เหมือนการตาย การตื่นจากหลับ เหมือนการเกิด ภพชาติก็ใกล้ตัวเราเข้ามา การผูกอาฆาตพยาบาท เหมือนการเข้านอนโดยไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย หลับก็ไม่เป็นสุข ตื่นขึ้นมาก็ไม่สดชื่น
ในแต่ละวัน จิตใจของเราเก็บเกี่ยวเฉี่ยวโฉบ อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา นินทา อาฆาตพยาบาท ขุ่นแค้น ขัดเคือง นานาชนิดเอาไว้ ถ้าไม่มีวิธีชำระใจ ก็จะเกิดสนิมใจขึ้นมา คนไม่อาจนอนได้อย่างมีความสุข หากไม่ชำระร่างกายฉันใด ใจที่ไม่ถูกชำระ จะทำให้ฝันร้าย อารมณ์หงุดหงิด หลับไม่สนิท ฉันนั้น
ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มน้อยนี้ขึ้นมาจากเรื่องจริง ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อหนังสือนี้พิมพ์เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้คนจำนวนมากเข้ามาพูดคุยสนทนาด้วย บางคนบอกว่าอ่านแล้วทำให้ได้สติ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาจากต่างประเทศ มีสนิมใจเกิดขึ้นหมักหมมมานานกว่า ๒๐ ปี ไม่มีทางแก้ มันตามหลอกหลอนทุกอริยาบถ เข้านอน เข้าห้องน้ำ อารมณ์โกรธ เกลียดพยาบาทก็ยังตามหลอน ต้องถอนหายใจตลอดเวลา
ข้าพเจ้าแนะนำว่า เราต้องหาวิธีปลดปล่อยอารมณ์นั้นให้ได้ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องผูกอาฆาตพยาบาทใคร หรือให้ใครตามมาจองเวรเราข้ามภพข้ามชาติ แปลว่า กาลข้างหน้า เราไม่ต้องมารองรับสู้รบกับใครอีกต่อไป แต่ทว่า การอโหสิกรรมให้แก่คนที่เรารัก...ทำได้ง่าย แต่คนที่เราชัง ทำได้ยาก...ถึงกระนั้น เราก็ต้องทำให้ได้
การ “แผ่เมตตาให้ศัตรู” ที่เขียนไว้นี้ พอเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายฝึกปฏิบัติ เพื่อวันหน้า ภพหน้า เราจะได้ไม่มีใครเป็นศัตรูต่อไป เป็นการชำระใจของเราให้สะอาดทุกวันๆ เพื่อให้มั่นใจว่า แม้วันนี้เราจะต้องตายจากไป เราก็รู้สึกไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ไม่มีใครเป็นศัตรูกับเรา ไม่มีหนี้กรรมเวรใดๆ จะต้องไปชดใช้กับใครในภพอื่นชาติโน้น ใจเราก็เป็นสุขสบาย ใจเขาก็เอิบอิ่มเป็นบุญ เริ่มต้นที่เรา มิใช่รอให้เขาเริ่มต้น เริ่มต้นวันนี้ มิใช่รอให้ถึงวันพรุ่งนี้...เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีเรา
ขออนุโมทนาบุญและแสดงความยินดีกับท่าน ที่ได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มน้อยของข้าพเจ้านี้ ขอให้ท่านจงคิดว่า เราเกิดมาลงทุน แม้ยังไม่ได้กำไร...ก็อย่าให้ขาดทุนในชีวิต ขอจงเป็นผู้ปราศจากเวรภัยต่อกันทุกเมื่อ อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนกัน ขอจงอยู่ด้วยกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ตลอดไปเถิด
เจ้ากรรมนายเวร คือ สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร
เราชอบกินหมู เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ หมู
เราชอบกินไก่ เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ ไก่
เราชอบกินเป็ด เจ้ากรรมนายเวรของเรา คือ เป็ด
แม้กุ้ง หอย ปู ปลา ที่เรากินมาตั้งแต่เกิด กระทั่งถึงวันนี้ นับไม่ถ้วนว่ากี่ร้อยกี่พันชีวิต ก็คือ เจ้ากรรมนายเวรของเราทั้งสิ้น
เนื้อหนังมังสาของเรา อวัยวะทุกส่วน ล้วนแล้วแต่มีหุ้นส่วนของชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสิ้น บางครั้ง เราคิดว่าเป็นของเราคนเดียว ไม่เคยแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ ทั้งๆ ที่เขาสละชีวิตของเขา เพื่อต่อชีวิตเราให้ยืนยาวออกไป เขาก็รู้สึกน้อยใจที่ถูกเพิกเฉย ความน้อยใจของเขา บางครั้งทำให้เราเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็ง เป็นต้นได้ บางทีก็ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอหาเหตุไม่พบ แต่พอแผ่เมตตากลับหาย
เรื่องเช่นนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทุกครั้งที่เราไหว้พระสวดมนต์ ขอให้เราแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเป็นอาหาร การแผ่เมตตาให้เขา แท้จริง ก็คือ แผ่ให้ตัวเรานั่นเอง การให้เขา คือ การให้เรา เพราะเขาอยู่กับเรา เขา คือ ร่างกายของเรา เขาสละชีวิตเลือดเนื้อ มาเป็นพลังงานชีวิตเรา แม้ขณะที่เราอ่านหนังสือหรือทำอะไรอยู่ ก็มีพลังงานของเขา คอยสนับสนุนทุกส่วน การแผ่เมตตาทำได้ง่าย เพียงแต่ให้นึกถึงเขาเสมอๆ คิดถึงความดีของเขา ที่ส่งเสริมให้เรามีชีวิตอยู่ได้ถึงวันนี้ หลับตาน้อมจิตอธิษฐาน ขออย่าให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ให้มีความปลอดภัยในชีวิต การแผ่เมตตา ถือเป็นการแสดงความขอบคุณต่อหลายชีวิต ที่ถูกปรุงเป็นอาหารอร่อยวางบนโต๊ะอาหาร รอคอยเรามาร่วมวงขบเคี้ยว ดูเหมือนเราไม่ค่อยคิดกันในเรื่องนี้ หากแต่มองเห็นทุกอย่างบนโต๊ะเป็นความอร่อย ทั้งๆ ที่ความจริง เรากำลังกินศพหมู ศพไก่ ศพเป็ด ศพวัว ศพกุ้ง ศพปู ศพปลา คิดดูเถิด คล้อยหลังจากเราอิ่มเพียงชั่วโมงเดียว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา หูฉลามที่เรากินเข้าไป ก็ถูกย่อยเป็นพลังงาน ส่วนกากอาหารก็เน่าเหม็น เป็นอันตราย กระทั่งเราต้องขับถ่ายออกมาทุกวันๆ เราอาจคิดไม่ถึงว่า เรากำลังกินสัตว์อื่น ชีวิตเราถูกเลี้ยงด้วยชีวิตของสัตว์อื่น
การกิน คือ การต่ออายุ วันหนึ่งเราต่ออายุ ๓ เวลา แต่ละเวลา เราต้องรับประทานสัตว์อื่นหลายสิบชีวิต ขนาดใหญ่บ้าง ขนาดเล็กบ้าง บางทีไข่ในท้องปลาที่เรากิน หากเขาได้เกิดมาเป็นตัว ก็คงเป็นปลาจำนวนมหาศาล แต่เราเคี้ยวกินเป็นกับข้าวเพียงคำเดียว การแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร จึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงความขอบคุณ และให้อภัยต่อกันและกัน ให้เขามีความรู้สึกว่า เขามีส่วนร่วมในชีวิตของเรา เหมือนเรายินดีต้อนรับแขก ที่เดินเข้ามาพักในบ้านเรา แขกก็จะรู้สึกอบอุ่น เพราะการตอนรับที่ดีของเจ้าบ้าน
ต่อมาก็มาถึงการแผ่เมตตาถึงคนที่เรารัก และคนที่เรารู้สึกว่า เขาเป็นศัตรูกับเรา คือ เรารู้สึกเกลียดชังเหลือเกิน ไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากร่วมงานด้วย ไม่อยากเกี่ยวข้อง ไม่อยากเห็นหน้า โดยธรรมชาติของมนุษย์ ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้ ยิ่งโกรธก็ยิ่งถูกแกล้ง เขาทำอะไรลงไป ดูเหมือนจะขัดใจขวางหูขวางตาไปหมด เพราะเราตั้งใจไว้ผิดเสียแล้ว เพียงแต่เห็นก็เป็นทุกข์ เขาทำปากขมุบขมิบอยู่ไกล ไม่ได้ยินเสียง เรายังคิดว่าเขากำลังด่าเราได้ เราเป็นทุกข์เพราะความคิด ทุกข์เพราะจินตนาการ เป็นความผิดของเราเอง มิใช่ความผิดของเขา บางทีเขาก็แกล้งให้เราเป็นทุกข์ เพราะรู้ว่าให้ยาพิษแล้ว เรายินดีรับมาดื่ม เป็นความผิดของเราเอง เรากำลังจุดไฟภายในเผาเราเองต่างหาก
เป็นเรื่องน่าคิดว่า มนุษย์เราชอบมองหาความผิด ชอบจับเอาความผิด เค้นหาความผิดของคนอื่น ส่วนความผิดของตนกลับกลบเกลื่อน ไม่ค่อยจับถูก เมื่อจับผิด เขาจึงพลาดความดีตลอดเวลา อะไรที่เป็นขยะ จึงขนเข้ามากองในใจทั้งหมด สุดท้ายหัวใจของเขา ก็กลายเป็นกองขยะที่เน่าเหม็น มิใช่หิ้งบูชาที่งดงามอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ ปรับวิธีดำรงชีวิตเสียใหม่ ไม่ให้ใจเป็นถังขยะ แต่ให้ใจเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามทุกวัน ด้วยการมองหาดีของคนให้พบ มองบวก คิดบวก พูดบวก เพราะการทำอะไรเป็นบวก จะทำให้ได้กำไร และใจสบาย ส่วนการมองลบ คิดลบ พูดในทางลบ นอกจากตัวเองเกิดทุกข์แล้ว ยังทำให้ผู้อยู่รอบตัวเราเป็นทุกข์ตามไปด้วย เราควรหลีกเลี่ยงคนที่คิดในทางลบ เพราะทำให้ชีวิตเราติดลบไปด้วย
การแผ่เมตตา คือ การคิดบวก พูดบวก มองหาดี ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงหากฝึกให้เป็นนิสัย ก็เป็นเรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เราชอบใคร เราก็อยากไปหาคนนั้น เรารักใครมาก ก็อยากยกให้เขาหมด มีอะรก็ให้หมดได้โดยไม่รู้สึกเสียดาย แม้บางครั้ง เขาไม่อยากได้ เรายังอุตส่าห์ยัดเยียดให้เลย ถ้าพอใจ ภูมิใจ พอเขาไม่รับ ก็อาจเสียใจลึกๆ หาว่าไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่ยินดีตอนรับ จากรักก็พาล จะกลายเป็นร้ายไปได้ มาถึงคนที่เราเกลียดชัง เรื่องจะแบ่งใจให้ไม่มีอยู่แล้ว เรื่องง่ายก็มักเป็นเรื่องยากเสมอ จึงจำเป็นต้องหาวิธีแผ่เมตตาที่แยบคาย
โดยธรรมชาติมนุษย์ เกลียดชังใคร แม้แต่เงา เราก็ไม่อยากเห็น มีอะไร ก็ไม่อยากให้ เราไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนๆ นั้น ต้องการเดินคนละเส้นทาง ห่างได้ยิ่งดี แต่เขาลืมคิดไปว่า ทางอารมณ์เราหนีตัวเองไม่ได้ ยิ่งเดินหนีก็ยิ่งวิ่งตาม อารมณ์โกรธเกลียด ก็มักจะวิ่งตามขนาบเราไป บางทีก็วิ่งข้ามภพข้ามชาติไปกับเรา ก่อเหตุร้ายไม่สิ้นสุด ยุติพยาบาทในชาตินี้ให้ได้ แผ่เมตตาให้ อโหสิกรรมกันให้ได้ในชาตินี้
จะมีใครคิดบ้างว่า ศัตรูบางคน ตั้งความปรารถนาขอไปเกิดเป็นลูกของเราก็มี เพื่อจะได้เผาผลาญจิตใจของเราให้ถึงที่สุด เช่น ลูกบางคนเกิดมา เพื่อผลาญทรัพย์สินสมบัติของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เกิดทุกข์ สอนไม่ได้ บอกไม่ฟัง ทำให้พ่อแม่นอนเป็นทุกข์ กินไม่ได้ ไม่เคยมีความภูมิใจในลูก มีแต่ความกลัดกลุ้มใจ บางคนพ่อแม่ถึงขนาดตัดขาดจากความเป็นพ่อแม่ลูกกันก็มี สิ่งเหล่านี้ เราต้องมองให้ออก และหาวิธีแก้ต้นเหตุที่ระบบความคิดของเราให้ได้ แต่ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่คนเราชังใครมากๆ มักจะต้องได้เกี่ยวข้องกับคนนั้น ไม่อยากเห็นหน้าใคร ก็มักจะได้เห็นเขาอยู่บ่อยๆ ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้ ถึงขนาดบางคนต้องมาอยู่เป็นคู่ชีวิตก็มี
กรรมเวรมีจริง ผลของการอาฆาตพยาบาท ให้ผลร้ายขนาดนี้ อะไรทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ พลังงานความคิดที่เรา ไม่ยอมปลดปล่อยอารมณ์ออกไปนั้นเอง เป็นเหตุ สังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า เราคิดเกลียดเมื่อใด ก็เท่ากับเราทาสีลงบนผ้า ที่สีกำลังจะเลือนหายไป เราคิดโกรธเมื่อใด เท่ากับเราตอกย้ำให้เกิดความคมชัดทางความรู้สึกขึ้นมาอีกเท่านั้น เป็นการเติมมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ที่มีต่อคนๆ นั้น ให้คงเหลืออยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ใกล้จะเลือนหายไปแล้ว คนเราชอบพูดถึงคนที่เราเกลียด เมื่อพูดบ่อยๆ อารมณ์นั้นก็จะฝังแน่นในใจ แม้ไม่ปรารถนาจะเก็บความไม่ดีของคนนั้นไว้ เขาหารู้ไม่ว่า นั่นคือ การนำขยะที่เน่าเหม็นมาเก็บไว้ในใจตัวเอง ในที่สุด ใจเราก็เต็มไปด้วยอารมณ์เกลียด อารมณ์เน่าเฟะอยู่ในใจเรา พึงจำไว้ว่า คนที่เราเกลียดชังหรือโกรธแค้น หยุดพูด...ก็หยุดคิด หยุดคิด...ก็เลือนหาย เพียงแต่เราอดใจไม่ได้ มักย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำพูด สติเราไม่พอกับความรุนแรงของอารมณ์
การยับยั้งชั่งใจไม่เข้มแข็ง จึงต้องเหยียบย่ำทำกรรมในใจตัวเอง ขอให้สังเกตดูให้ดี เรื่องนิดเดียวสามารถบานปลาย ได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียว บางทีเราพูดนิดเดียว แต่คนฟังนำไปขยายต่ออีกสิบ พูด ๒ ครั้ง ก็นำไปขยายต่ออีกนับไม่ถ้วน ความเกลียดชัง อาจเริ่มต้นจากจุดนิดเดียว แต่กลายเป็นเชื้อไวรัสมากมาย เพราะคำพูดของเรา เพราะปากของเราเอง เพราะเห็นแก่ความสนุกปาก การปรับทุกข์ในบางครั้ง ก็ไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อเพลิงความทุกข์ ให้ตัวเอง เติมเชื้อแห่งความอาฆาตพยาบาท ลงไปในจิตใจเราเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องหาวิธีแผ่เมตตาให้ถูกต้อง คือ แผ่ให้ถึงศัตรูให้ได้ เพื่อให้ความเป็นศัตรูในใจเขาและเราหมดไปจากกัน ยุติบทบาทกรรมข้ามภพข้ามชาติให้ได้ ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอน ให้เราแผ่เมตตาด้วยการใช้คำว่า “สัพเพ สัตตา แปลว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง” คำนี้มีนัยที่สำคัญมาก นั่นคือ ทรงสอนให้เราแผ่เมตตาให้ถึงศัตรูได้ โดยไม่รู้สึกติดขัด ให้คิดว่าคนทุกคนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มาเยือนโลก ชาติชั้นวรรณะ เขาสมมติเรียกให้ เผอิญเกิดบนแผ่นดินไทย ก็เรียก คนไทย หากเกิดที่จีน ก็เรียก คนจีน เกิดญี่ปุ่น ก็เรียกว่า คนญี่ปุ่น แต่ความเป็นคนเป็นสัตว์เท่ากัน มีความเสมอกันในการได้ชีวิต
จริงๆ แล้ว เราก็อยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน...ก็ต้องจากโลกนี้ไปทั้งนั้น การมาเกิดจึงไม่ต่างจากการมาเที่ยว เมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องรีบกลับ ถ้าเราคิดกว้างๆ ได้อย่างนี้ คือ คิดว่าทุกคนเป็นเพียงสรรพสัตว์เท่านั้น ไม่ได้คิดว่าเป็นศัตรู ใจของเราก็จะรู้สึกสบายขึ้น เบาโปร่ง หายใจโล่ง เราก็เริ่มจะแผ่เมตตาได้ ธรรมดามนุษย์เรา เวลาแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก พลังจิตจะถูกดึงออกไปอย่างแรง เหมือนเทน้ำลงไปในที่ลุ่ม น้ำจะใหลลงไปที่ลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนการส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้คนที่เราเกลียดชัง เหมือนเทน้ำให้ไหลไปที่ดอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ อารมณ์ที่ส่งไปถึงคนที่เราเกลียด จึงมักจะติดขัด เพราะพลังจิตไม่ยอมเดินทาง เนื่องจากมีความคิดว่า จะแผ่เมตตาให้ศัตรูทำไม ในเมื่อเขาทำเราเจ็บ เมื่อคิดเพียงเท่านี้ คนที่เป็นศัตรู ก็ยังคงเป็นศัตรูอยู่ต่อไป และอาจเพิ่มความเป็นศัตรูมากขึ้นทุกครั้ง
ที่แผ่เมตตาให้คนที่รารักเราชอบ เหมือนมีเด็กสองคนยืนอยู่ต่อหน้าเรา คนหนึ่งเรารักมาก อีกคนเราไม่รักเลย เวลายื่นของให้เด็ก เรายื่นให้เฉพาะเด็กที่เรารัก ไม่ยื่นให้คนที่เราชัง เด็กก็รู้สึกต่างกัน ทุกครั้งที่เรายื่นของให้เด็กที่เรารัก ก็จะเพิ่มความเกลียดชังในใจของเด็กอีกคน การอิ่มครั้งที่สองของเด็กคนหนึ่ง ย่อมหมายถึงความหิวทวีคูรของเด็กอีกคน วิธีแผ่เมตตา ท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่า เป็นคนที่เรารักหรือชัง หากแต่ให้คิดว่า เป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกัน
ทุกชีวิตเป็นเพียงธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ เท่านั้น การคิดเช่นนี้ เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลกันก่อน ปรับให้ถึงธาตุเดิมของชิวิต ยกเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรมเผ่าพันธุ์ออกไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความสุดโต่งทั้งรักและชัง เหมือนกับการปรับพื้นดินไม่ให้สูงหรือต่ำ แต่ปรับให้พื้นทุกตารางนิ้วได้ระดับเดียวกันหมดเสียก่อน แล้วจึงเทน้ำลงไป น้ำที่เทลงไปก็จะกระจายไปทุกพื้นที่ได้ง่าย ที่ดอนก็ไม่มี ที่ลุ่มก็ไม่เกิดขึ้น การแผ่เมตตาก็เช่นเดียวกัน การแผ่เมตตาให้คนที่เราเกลียดทำได้ยาก แต่จำเป็นยิ่งกว่าแผ่เมตตาให้คนที่เรารัก เพราะปัญหาอยู่ที่ความรู้สึกเป็นศัตรู มิใช่ความรู้สึกรัก ยิ่งเกลียดมากยิ่งต้องใช้พลังจิตสูง แต่ถ้าทำได้แล้ว ก็สบายใจไปตลอดชีวิต อาจจะยากเพียงครั้งแรกครั้งเดียว...ครั้งต่อไปก็ง่าย ยิ่งเราได้ปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชิน...ของยากก็เป็นของง่าย ทุกอย่างก็ถือเป็นปกติ ไม่มีอุปสรรคขัดข้อง และความรู้สึกเป็นศัตรูหรือโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาท...ก็จะหมดไป ก็จะเลือนหายไปจากใจเรา...กระทั่งหมดสิ้น ในที่สุด คนที่เคยเป็นศัตรูเราก็จะกลับกลายเป็นมิตร...ไม่ช้าก็เร็ว การก่อเวรข้ามภพข้ามชาติกัน...ก็จะหมดไป ทุกชีวิตก็จะปลอดจากภัยเวรในสงสารวัฏ เกิดภพใดชาติใด ก็จะพบแต่คนดี มีคนอุ้มชูช่วยเหลือ จะทำให้มีครอบครัวดี มีลูกดี มีรูปสมบัติ มีสติปัญญาดี เพราะทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ทำใจดี” ให้ได้ในวันนี้
ที่มา : คุณ Ratha http://larndham.net/index.php?showtopic=23678
วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เส้นเลือดขอด
เอ่ยถึงโรค “เส้นเลือดขอด” เชื่อแน่ว่าสาวๆ ทั้งหลายคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเอง เพราะนอกจากจะบั่นทอนความมั่นใจในเรื่องของความสวยความงามแล้ว ยังปิดโอกาสที่จะได้ใส่กางเกงขาสั้นอวดขาสวยอีกด้วย แต่สำหรับบางคนก็ถือเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้!!
นพ.ภิเษก บุญธรรม ศัลยแพทย์หลอดเลือด โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายถึงสาเหตุการเกิดโรคดังกล่าวว่า โรคเส้นเลือดขอด เป็นโรคในระบบเส้นเลือดดำที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลิ้นของหลอดเลือดดำ โดยมากมักพบบริเวณขา โคนขา ขาพับ ตาตุ่ม ซึ่งลิ้นดังกล่าวทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการไหลย้อนกลับของเลือดและทำให้เลือดสามารถไหลกลับขึ้นไปยังส่วนบนของร่างกายได้
“เมื่อลิ้นของหลอดเลือดดำทำงานไม่เป็นปกติจะทำให้มีเลือดส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับมาสู่หลอดเลือดดำและเกิดการคั่งอยู่ที่บริเวณนั้น แม้ว่าในระยะแรก แรงต้านทานของหลอดเลือดดำยังสามารถช่วยไม่ให้เกิดการโป่งพองของหลอดเลือดได้อยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการต้านทานของหลอดเลือดดำจะลดลง ทำให้เกิดการโป่งพองและมองเห็นเป็นเส้นเลือดขอดเกิดขึ้น”
การเกิดของเส้นเลือดขอด ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักพบในเพศหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีอาชีพยืนนานๆ เช่น ครู อาจารย์ แอร์โฮสเตส หรือพนักงานขาย นอกจากนี้ยังพบว่ามาจากพันธุกรรมร่วมด้วย เช่น พ่อหรือแม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน จะพบได้ว่าเกิน 50 % ลูกมีโอกาสที่จะเป็นด้วย โดยสาเหตุการเกิดแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ เกิดจากการรั่วของเส้นเลือดดำที่อยู่ที่ผิว หรือ การอุดตันของเส้นเลือดดำที่อยู่ส่วนลึก จะเริ่มพบอาการของโรคจากพฤติกรรมที่ต้องยืน หรือนั่งนานๆ โดยเลือดดำที่บีบกลับหัวใจซึ่งจะต้องถูกบีบกลับด้วยกล้ามเนื้อขาแต่ไม่สามารถบีบกลับไปได้ จะทำให้เลือดดำคั่งอยู่บริเวณขา และแสดงออกมาทางเส้นเลือดดำที่ผิว ส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะบริเวณขา รวมทั้ง อวัยวะในส่วนที่อยู่ต่ำๆ
นอกจากนี้คนไข้ที่นอนนานๆไม่เคลื่อนไหว หรือคนที่โดยสารเครื่องบินนานๆ ไม่ขยับตัวเลย ก็อาจเกิดการอุดตันเส้นเลือดดำได้ ถ้าเป็นไม่มากและไม่บ่อยก็จะไม่เกิดอาการ แต่ถ้าเกิดการอุดตันขึ้นมาจะส่งผลให้เกิดการรั่วของวาล์วในเส้นเลือดดำที่มีผลต่อการเปิดปิดขณะจังหวะการบีบส่งเลือดดำกลับสู่หัวใจ คือ เมื่อจังหวะการบีบเพื่อสร้างแรงดันส่งเลือดดำกลับหัวใจ แต่เมื่อไรก็ตามที่วาล์วในเส้นเลือดเสีย จะทำให้เส้นเลือดดำเส้นลึกรั่วจะทำให้เลือดดำรั่วไปยังเส้นเลือดดำเล็ก ทำให้เลือดกลับไปคลั่งบริเวณผิวหนัง
คนไข้ที่มาพบแพทย์จะมาด้วยความวิตกกังวลในเรื่องของความสวยความงาม จึงมักมาพบแพทย์ในระยะที่ปรากฏเส้นเลือดใยแมงมุม และไม่มีอาการอะไรมาก่อน เพียงแต่อาจจะมีอาการเมื่อยนานๆ หรือเมื่อยเรื้อรัง เรียกว่า เป็นอาการปวดเมื่อยเส้นเลือดขอด จึงเป็นอาการเมื่อยที่ไม่หายขาด โดยคนไข้อาจจะแก้เมื่อยด้วยการนอนยกขาสูง หนุนเท้า เมื่อตื่นเช้ามาอาการหายไปแต่พอตกเย็นอาการปวดเมื่อยก็กลับมาอีก หากทิ้งไว้อย่างนี้จะพบว่า ลักษณะเส้นเลือดที่เป็นใยแมงมุม จะเริ่มโป่งพองนูนขึ้นมา และพบว่า ผิวหนังบริเวณด้านในตาตุ่มหน้าแข้งเริ่มดำไหม้ หรือมีอาการเป็นแผลดำไหม้เกิดขึ้น
ด้านการรักษา นพ.ภิเษก กล่าวว่า เริ่มจากให้ยา และใช้ถุงน่อง แต่คนไข้ที่เป็นเส้นเลือดใยแมงมุมจะรักษาโดยการใช้เลเซอร์โดยแพทย์ด้านผิวหนังจะเป็นผู้รักษา หรือการฉีดยาที่ทำให้เส้นเลือดฝ่อ แต่เมื่อไรที่คนไข้เป็นเส้นเลือดรั่วจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะถือว่าการรั่วเป็นอาการที่รุนแรงที่สุด โดยจะต้องตรวจอย่างละเอียดด้วยการอัลตร้าซาวด์ รวมทั้ง ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะคนไข้บางรายต้องใช้เวลานานในการรักษา หากพบว่า เริ่มผิวหนังดำและเกิดแผลตามมา อันเกิดจากเลือดไปคลั่งทำให้มีอาการอักเสบหรือคันบริเวณนั้น เมื่อเกาบ่อยครั้งจะกลายเป็นแผลเรื้อรังรักษาได้ยากขึ้น
“การผ่าตัดก็เพื่อดึงเส้นเลือดนั้นออกมา ปัจจุบันมีการผ่าตัดด้วยการเจาะและใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง ซึ่งให้ความร้อนประมาณ 120 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายเส้นเลือดที่เสียและเส้นเลือดบริเวณใกล้เคียง เมื่อไม่ได้ใช้งานก็จะยุบตัวลงเหมือนการปิดท่อน้ำ เมื่อท่อหนึ่งถูกปิดน้ำก็จะหาทางไหลไปยังช่องอื่นแทน” ทั้งนี้โรคเส้นเลือดขอดไม่นำไปสู่การเป็นมะเร็ง แต่มีข้อยกเว้นในกรณีหากมีอาการบวมที่เท้ามากๆ และเกิดแผลเรื้อรังเป็นๆ หายๆ นานกว่า 10 ปี อาจมีความเสี่ยงจากการเป็นแผลเรื้อรังนำไปสู่มะเร็ง
ส่วนกรณีหญิงตั้งครรภ์ พบว่า มดลูกใหญ่จะไปกดเส้นเลือดบริเวณอุ้งเชิงกราน ฉะนั้น เลือดจะคั่งบริเวณขา ทั้งเส้นเลือดลึกและเส้นเลือดตื้นทำให้ออกมาที่ผิวมากขึ้นส่งผลให้เกิดเส้นเลือดขอดได้
“หากเป็นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมดลูกและฮอร์โมนเอสโตรเจนโปรเจสเตอโรนของคนไข้จะสูงมาก ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดขยายตัว ถ้าเป็นนานๆ เส้นเลือดจะขยายส่งผลให้วาล์วที่เคยปกติอาจจะเสียไปได้ตอนตั้งครรภ์ เมื่อวาล์วทำงานไม่ดีอาจเกิดแผลเป็นในเส้นเลือด เมื่อคลอดลูกเรียบร้อยแล้วระบบการทำงานในร่างกายทุกอย่างเป็นปกติ แต่เมื่อวาล์วเสียไปแล้วจะไม่กลับมาเป็นปกติอีก ยกเว้น ถ้าไม่บวมมาก แต่หากผ่านไปนานมากกว่า 6 เดือน แล้วยังไม่หายควรพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป”
ในระยะแรกอาจเริ่มรักษาด้วยการใส่ถุงน่องทางการแพทย์ที่มีความดัน ประมาณ 20-30 มิลลิเมตรปรอท เพื่อรักษาเบื้องต้น ซึ่งความดันในระดับนี้กำหนดมาเพื่อให้ช่วยบีบผิวหนังบริเวณนั้นไม่ให้โป่ง เพื่อให้เลือดกลับไปยังเส้นเลือดตามเส้นทางเดิม ในส่วนของแผลที่ดำบริเวณหน้าแข้ง เมื่อรักษาด้วยการผ่าตัดเส้นเลือดแผลก็จะหายไปในที่สุด โดยเฉพาะถ้ารู้สาเหตุและรักษาตรงจุด ส่วนการผ่าตัดเส้นเลือดขอดจากการอุดตัน จะไม่ผ่าตัดเพราะการรักษาวาล์วเส้นเลือดทำได้ยาก
แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยารับประทาน อย่างไรก็ตาม การป้องกันเบื้องต้นควรหมั่นดูแลตัวเองด้วยการการออกกำลังกาย เช่น การเดินซึ่งจะเป็นการทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น รวมทั้ง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้หญิงควรสวมรองเท้าส้นเตี้ยซึ่งจะเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนานๆ ถ้าหากต้องนั่งนานๆ ให้บริหารข้อเท้าด้วยการหมุนตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกาสลับกัน หรือเหยียดเท้าและกระดกเท้าขึ้นลง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการไหลเวียนของเลือดไม่ให้อุดตัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดขอดได้.
ปรับอารมณ์แจ่มใสช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรง - เคล็ดลับสุขภาพดี เคยสังเกตหรือไม่ว่าคนที่อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส มักจะเป็นคนที่มีความสุข ร่างกายกระปรี้กระเปร่า มีใบหน้าและแววตาสดใส ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่ใช่แค่อารมณ์ดีจะมีผลต่อสุขภาพเท่านั้น แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าอารมณ์ดียังมีผลต่อโครงสร้างร่างกายของเราอีกด้วย
เพ็ญพิชชากร แสนคำ Clinical Director สถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ ให้ความรู้ถึงเรื่องดังกล่าวว่า อารมณ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมา เช่น คนที่มีความสุขจะมีหน้าตาที่สดใส พฤติกรรมการยืน เดิน นั่ง ก็จะสง่าผ่าเผย ต่างจากคนที่มีอารมณ์หดหู่ จะนั่งไหล่ตก ตัวงอ ส่งผลให้โครงสร้างร่างกายมีการผิดรูปไปจากเดิม ดังนั้นอารมณ์ของเราจึงสามารถกำหนดพฤติกรรมการแสดงออกทางร่างกายได้และล้วนแต่มีผลต่อโครงสร้างของร่างกายทั้งสิ้น
อาทิเช่น “อารมณ์โกธร ตกใจ และหวาดกลัว” จะมีพฤติกรรมหายใจถี่ หัวใจเต้นแรง และเร็ว ทั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เรียกว่า “Cortisol” ฮอร์โมนที่ทำให้เลือดมีการเกร็งตัว กล้ามเนื้อต่างๆ เกร็งตัวมากกว่าปกติ โดยเฉพาะที่บริเวณท้ายทอย ซึ่งมีผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองน้อยลง คนกลุ่มนี้มักมีอาการปวดเมื่อยหัวและหนักหัว
ส่วนใครที่มี “อารมณ์เสียใจ ร้องไห้ ซึมเศร้า” จะมีผลต่อกล้ามเนื้อในการหายใจ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงที่ทำหน้าที่ยกซี่โครงขึ้นเวลาเราหายใจเข้า ทำให้ปอดขยายได้เต็มที่ แต่คนในกลุ่มอารมณ์นี้กล้ามเนื้อเหล่านี้จะเกร็งตัวมากทำให้หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก การไหลเวียนของออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายถูกจำกัด และที่สำคัญคนกลุ่มนี้จะอยู่ในท่าทางคอตก อกพับ ซึ่งไหล่จะงุ้มไปด้านหน้าและค่อมหลังมากกว่าปกติ
เมื่อเป็นนานเข้าจะทำให้การหายใจและการทำงานของปอดลดลงอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง ส่วนผู้ที่มี “อารมณ์เครียด” เป็นอารมณ์ที่คนทั่วไปมักปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็น แต่ความจริงแล้วจิตใต้สำนึกเป็นอยู่ คนกลุ่มนี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในระยะยาว ทำให้ไม่สามารถทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่มากระทบได้ เมื่อสะสมเข้าก็จะกลายเป็นคนหงุดหงิดและโมโหง่าย ส่งผลต่อโครงสร้างร่างกายโดยตรง คือ กล้ามเนื้อตัวจะตึงรั้ง หดเกร็งมากกว่าปกติ บาดเจ็บง่าย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดเล็กที่บริเวณต้นคอ ส่งเสริมให้มีอาการปวดคอ มึนศีรษะ และเสี่ยงเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมได้ง่าย
และผู้ที่มี “อารมณ์ดี” คนกลุ่มนี้จะมีท่วงท่าที่สง่าผ่าเผย หลังตั้งตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง การสูบฉีดของเลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ดี ฮอร์โมนในร่างกายเป็นฮอร์โมนที่ส่งเสริมให้มีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ดีด้วย แนวกระดูกก็จะเรียงตัวในความโค้งที่เหมาะสม อวัยวะต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องส่งเสริมให้ร่างกายทำงานดี เมื่อทราบแบบนี้แล้วเราจึงควรดูแลรักษาตัวเองจากภายใน เพราะจิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง โดยการพยายามปรับอารมณ์ที่เคยชินให้กลับมาร่าเริงแจ่มใสบ่อยๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพดีแล้วยังช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงห่างไกลโรคร้ายอีกด้วยค่ะ
ทีมวาไรตี้
Source: http://www.dailynews.co.th/article/224/115265
นพ.ภิเษก บุญธรรม ศัลยแพทย์หลอดเลือด โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายถึงสาเหตุการเกิดโรคดังกล่าวว่า โรคเส้นเลือดขอด เป็นโรคในระบบเส้นเลือดดำที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลิ้นของหลอดเลือดดำ โดยมากมักพบบริเวณขา โคนขา ขาพับ ตาตุ่ม ซึ่งลิ้นดังกล่าวทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการไหลย้อนกลับของเลือดและทำให้เลือดสามารถไหลกลับขึ้นไปยังส่วนบนของร่างกายได้
“เมื่อลิ้นของหลอดเลือดดำทำงานไม่เป็นปกติจะทำให้มีเลือดส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับมาสู่หลอดเลือดดำและเกิดการคั่งอยู่ที่บริเวณนั้น แม้ว่าในระยะแรก แรงต้านทานของหลอดเลือดดำยังสามารถช่วยไม่ให้เกิดการโป่งพองของหลอดเลือดได้อยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถในการต้านทานของหลอดเลือดดำจะลดลง ทำให้เกิดการโป่งพองและมองเห็นเป็นเส้นเลือดขอดเกิดขึ้น”
การเกิดของเส้นเลือดขอด ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักพบในเพศหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีอาชีพยืนนานๆ เช่น ครู อาจารย์ แอร์โฮสเตส หรือพนักงานขาย นอกจากนี้ยังพบว่ามาจากพันธุกรรมร่วมด้วย เช่น พ่อหรือแม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน จะพบได้ว่าเกิน 50 % ลูกมีโอกาสที่จะเป็นด้วย โดยสาเหตุการเกิดแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ เกิดจากการรั่วของเส้นเลือดดำที่อยู่ที่ผิว หรือ การอุดตันของเส้นเลือดดำที่อยู่ส่วนลึก จะเริ่มพบอาการของโรคจากพฤติกรรมที่ต้องยืน หรือนั่งนานๆ โดยเลือดดำที่บีบกลับหัวใจซึ่งจะต้องถูกบีบกลับด้วยกล้ามเนื้อขาแต่ไม่สามารถบีบกลับไปได้ จะทำให้เลือดดำคั่งอยู่บริเวณขา และแสดงออกมาทางเส้นเลือดดำที่ผิว ส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะบริเวณขา รวมทั้ง อวัยวะในส่วนที่อยู่ต่ำๆ
นอกจากนี้คนไข้ที่นอนนานๆไม่เคลื่อนไหว หรือคนที่โดยสารเครื่องบินนานๆ ไม่ขยับตัวเลย ก็อาจเกิดการอุดตันเส้นเลือดดำได้ ถ้าเป็นไม่มากและไม่บ่อยก็จะไม่เกิดอาการ แต่ถ้าเกิดการอุดตันขึ้นมาจะส่งผลให้เกิดการรั่วของวาล์วในเส้นเลือดดำที่มีผลต่อการเปิดปิดขณะจังหวะการบีบส่งเลือดดำกลับสู่หัวใจ คือ เมื่อจังหวะการบีบเพื่อสร้างแรงดันส่งเลือดดำกลับหัวใจ แต่เมื่อไรก็ตามที่วาล์วในเส้นเลือดเสีย จะทำให้เส้นเลือดดำเส้นลึกรั่วจะทำให้เลือดดำรั่วไปยังเส้นเลือดดำเล็ก ทำให้เลือดกลับไปคลั่งบริเวณผิวหนัง
คนไข้ที่มาพบแพทย์จะมาด้วยความวิตกกังวลในเรื่องของความสวยความงาม จึงมักมาพบแพทย์ในระยะที่ปรากฏเส้นเลือดใยแมงมุม และไม่มีอาการอะไรมาก่อน เพียงแต่อาจจะมีอาการเมื่อยนานๆ หรือเมื่อยเรื้อรัง เรียกว่า เป็นอาการปวดเมื่อยเส้นเลือดขอด จึงเป็นอาการเมื่อยที่ไม่หายขาด โดยคนไข้อาจจะแก้เมื่อยด้วยการนอนยกขาสูง หนุนเท้า เมื่อตื่นเช้ามาอาการหายไปแต่พอตกเย็นอาการปวดเมื่อยก็กลับมาอีก หากทิ้งไว้อย่างนี้จะพบว่า ลักษณะเส้นเลือดที่เป็นใยแมงมุม จะเริ่มโป่งพองนูนขึ้นมา และพบว่า ผิวหนังบริเวณด้านในตาตุ่มหน้าแข้งเริ่มดำไหม้ หรือมีอาการเป็นแผลดำไหม้เกิดขึ้น
ด้านการรักษา นพ.ภิเษก กล่าวว่า เริ่มจากให้ยา และใช้ถุงน่อง แต่คนไข้ที่เป็นเส้นเลือดใยแมงมุมจะรักษาโดยการใช้เลเซอร์โดยแพทย์ด้านผิวหนังจะเป็นผู้รักษา หรือการฉีดยาที่ทำให้เส้นเลือดฝ่อ แต่เมื่อไรที่คนไข้เป็นเส้นเลือดรั่วจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เพราะถือว่าการรั่วเป็นอาการที่รุนแรงที่สุด โดยจะต้องตรวจอย่างละเอียดด้วยการอัลตร้าซาวด์ รวมทั้ง ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะคนไข้บางรายต้องใช้เวลานานในการรักษา หากพบว่า เริ่มผิวหนังดำและเกิดแผลตามมา อันเกิดจากเลือดไปคลั่งทำให้มีอาการอักเสบหรือคันบริเวณนั้น เมื่อเกาบ่อยครั้งจะกลายเป็นแผลเรื้อรังรักษาได้ยากขึ้น
“การผ่าตัดก็เพื่อดึงเส้นเลือดนั้นออกมา ปัจจุบันมีการผ่าตัดด้วยการเจาะและใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง ซึ่งให้ความร้อนประมาณ 120 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายเส้นเลือดที่เสียและเส้นเลือดบริเวณใกล้เคียง เมื่อไม่ได้ใช้งานก็จะยุบตัวลงเหมือนการปิดท่อน้ำ เมื่อท่อหนึ่งถูกปิดน้ำก็จะหาทางไหลไปยังช่องอื่นแทน” ทั้งนี้โรคเส้นเลือดขอดไม่นำไปสู่การเป็นมะเร็ง แต่มีข้อยกเว้นในกรณีหากมีอาการบวมที่เท้ามากๆ และเกิดแผลเรื้อรังเป็นๆ หายๆ นานกว่า 10 ปี อาจมีความเสี่ยงจากการเป็นแผลเรื้อรังนำไปสู่มะเร็ง
ส่วนกรณีหญิงตั้งครรภ์ พบว่า มดลูกใหญ่จะไปกดเส้นเลือดบริเวณอุ้งเชิงกราน ฉะนั้น เลือดจะคั่งบริเวณขา ทั้งเส้นเลือดลึกและเส้นเลือดตื้นทำให้ออกมาที่ผิวมากขึ้นส่งผลให้เกิดเส้นเลือดขอดได้
“หากเป็นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมดลูกและฮอร์โมนเอสโตรเจนโปรเจสเตอโรนของคนไข้จะสูงมาก ซึ่งฮอร์โมนนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดขยายตัว ถ้าเป็นนานๆ เส้นเลือดจะขยายส่งผลให้วาล์วที่เคยปกติอาจจะเสียไปได้ตอนตั้งครรภ์ เมื่อวาล์วทำงานไม่ดีอาจเกิดแผลเป็นในเส้นเลือด เมื่อคลอดลูกเรียบร้อยแล้วระบบการทำงานในร่างกายทุกอย่างเป็นปกติ แต่เมื่อวาล์วเสียไปแล้วจะไม่กลับมาเป็นปกติอีก ยกเว้น ถ้าไม่บวมมาก แต่หากผ่านไปนานมากกว่า 6 เดือน แล้วยังไม่หายควรพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป”
ในระยะแรกอาจเริ่มรักษาด้วยการใส่ถุงน่องทางการแพทย์ที่มีความดัน ประมาณ 20-30 มิลลิเมตรปรอท เพื่อรักษาเบื้องต้น ซึ่งความดันในระดับนี้กำหนดมาเพื่อให้ช่วยบีบผิวหนังบริเวณนั้นไม่ให้โป่ง เพื่อให้เลือดกลับไปยังเส้นเลือดตามเส้นทางเดิม ในส่วนของแผลที่ดำบริเวณหน้าแข้ง เมื่อรักษาด้วยการผ่าตัดเส้นเลือดแผลก็จะหายไปในที่สุด โดยเฉพาะถ้ารู้สาเหตุและรักษาตรงจุด ส่วนการผ่าตัดเส้นเลือดขอดจากการอุดตัน จะไม่ผ่าตัดเพราะการรักษาวาล์วเส้นเลือดทำได้ยาก
แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยารับประทาน อย่างไรก็ตาม การป้องกันเบื้องต้นควรหมั่นดูแลตัวเองด้วยการการออกกำลังกาย เช่น การเดินซึ่งจะเป็นการทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น รวมทั้ง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้หญิงควรสวมรองเท้าส้นเตี้ยซึ่งจะเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนานๆ ถ้าหากต้องนั่งนานๆ ให้บริหารข้อเท้าด้วยการหมุนตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกาสลับกัน หรือเหยียดเท้าและกระดกเท้าขึ้นลง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการไหลเวียนของเลือดไม่ให้อุดตัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดขอดได้.
ปรับอารมณ์แจ่มใสช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรง - เคล็ดลับสุขภาพดี เคยสังเกตหรือไม่ว่าคนที่อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส มักจะเป็นคนที่มีความสุข ร่างกายกระปรี้กระเปร่า มีใบหน้าและแววตาสดใส ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่ใช่แค่อารมณ์ดีจะมีผลต่อสุขภาพเท่านั้น แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าอารมณ์ดียังมีผลต่อโครงสร้างร่างกายของเราอีกด้วย
เพ็ญพิชชากร แสนคำ Clinical Director สถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ ให้ความรู้ถึงเรื่องดังกล่าวว่า อารมณ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกมา เช่น คนที่มีความสุขจะมีหน้าตาที่สดใส พฤติกรรมการยืน เดิน นั่ง ก็จะสง่าผ่าเผย ต่างจากคนที่มีอารมณ์หดหู่ จะนั่งไหล่ตก ตัวงอ ส่งผลให้โครงสร้างร่างกายมีการผิดรูปไปจากเดิม ดังนั้นอารมณ์ของเราจึงสามารถกำหนดพฤติกรรมการแสดงออกทางร่างกายได้และล้วนแต่มีผลต่อโครงสร้างของร่างกายทั้งสิ้น
อาทิเช่น “อารมณ์โกธร ตกใจ และหวาดกลัว” จะมีพฤติกรรมหายใจถี่ หัวใจเต้นแรง และเร็ว ทั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เรียกว่า “Cortisol” ฮอร์โมนที่ทำให้เลือดมีการเกร็งตัว กล้ามเนื้อต่างๆ เกร็งตัวมากกว่าปกติ โดยเฉพาะที่บริเวณท้ายทอย ซึ่งมีผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองน้อยลง คนกลุ่มนี้มักมีอาการปวดเมื่อยหัวและหนักหัว
ส่วนใครที่มี “อารมณ์เสียใจ ร้องไห้ ซึมเศร้า” จะมีผลต่อกล้ามเนื้อในการหายใจ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงที่ทำหน้าที่ยกซี่โครงขึ้นเวลาเราหายใจเข้า ทำให้ปอดขยายได้เต็มที่ แต่คนในกลุ่มอารมณ์นี้กล้ามเนื้อเหล่านี้จะเกร็งตัวมากทำให้หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก การไหลเวียนของออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายถูกจำกัด และที่สำคัญคนกลุ่มนี้จะอยู่ในท่าทางคอตก อกพับ ซึ่งไหล่จะงุ้มไปด้านหน้าและค่อมหลังมากกว่าปกติ
เมื่อเป็นนานเข้าจะทำให้การหายใจและการทำงานของปอดลดลงอาจทำให้เกิดโรคร้ายแรง ส่วนผู้ที่มี “อารมณ์เครียด” เป็นอารมณ์ที่คนทั่วไปมักปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็น แต่ความจริงแล้วจิตใต้สำนึกเป็นอยู่ คนกลุ่มนี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในระยะยาว ทำให้ไม่สามารถทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่มากระทบได้ เมื่อสะสมเข้าก็จะกลายเป็นคนหงุดหงิดและโมโหง่าย ส่งผลต่อโครงสร้างร่างกายโดยตรง คือ กล้ามเนื้อตัวจะตึงรั้ง หดเกร็งมากกว่าปกติ บาดเจ็บง่าย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดเล็กที่บริเวณต้นคอ ส่งเสริมให้มีอาการปวดคอ มึนศีรษะ และเสี่ยงเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมได้ง่าย
และผู้ที่มี “อารมณ์ดี” คนกลุ่มนี้จะมีท่วงท่าที่สง่าผ่าเผย หลังตั้งตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง การสูบฉีดของเลือดไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ดี ฮอร์โมนในร่างกายเป็นฮอร์โมนที่ส่งเสริมให้มีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ดีด้วย แนวกระดูกก็จะเรียงตัวในความโค้งที่เหมาะสม อวัยวะต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องส่งเสริมให้ร่างกายทำงานดี เมื่อทราบแบบนี้แล้วเราจึงควรดูแลรักษาตัวเองจากภายใน เพราะจิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง โดยการพยายามปรับอารมณ์ที่เคยชินให้กลับมาร่าเริงแจ่มใสบ่อยๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพดีแล้วยังช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรงห่างไกลโรคร้ายอีกด้วยค่ะ
ทีมวาไรตี้
Source: http://www.dailynews.co.th/article/224/115265
วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
คติธรรมคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
คัดจากหนังสือ ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
* ผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม คือผู้สนใจหาความรู้ความฉลาดเพื่อคุณงามความดีทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากันเพราะคนเราจะอยู่และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัวย่อมไม่ปลอดภัย ต่ออันตรายทั้งภายนอกภายใน เครื่องป้องกันตัวคือหลักธรรมมีสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้านมีสติปัญญาแฝงอยู่กับตัวทุกอิริยาบท จะคิด-พูด-ทำอะไรไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วยทั้งภายในและภายนอก มีความเข้มแข็งอดทน มีความเพียรที่จะประกอบคุณงามความดี คนอ่อนแอโง่เง่าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย
* การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง
* ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่น ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน
* เมื่อเกิดมาอาภัพชาติ แล้วอย่าให้ใจอาภัพอีก ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพ คิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตนให้ได้ทุกข์ เป็นบาปกรรมอีกเลย
* คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย และติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขให้ดี คนดี ทำดีได้ง่าย และติดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป
* เราต้องการของดี คนดี ก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจึงหมดการฝึก คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน
* ศีล นั้นอยู่ที่ไหนมีตัวตนเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนี้ เจตนาเป็นตัวศีล เจตนาคือจิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มีก็ไม่เรียกว่าคน มีแต่กายจะทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ มีโทษต่างๆ ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษ จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหา หลงขอ คนที่หา คนที่ขอต้องเป็นทุกข์ ขอเท่าไหร่ยิ่งไม่มี ยงอดอยากยากเข็ญ กายกับจิตเราได้มาแล้ว มีอยู่แล้ว ได้มาจากบิดามารดาพร้อมบริบูรณ์ จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ ศีลมีอยู่ที่เราแล้ว รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลไม่มีกาล ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ ผู้มีศีลย่อมมีความสุข ผู้จักมั่งคั่งบริบูรณ์ไม่อด ไม่ยาก ไม่จน ก็เพราะรักษาศีลให้สมบูรณ์ จิตดวงเดียวเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวรหมดภัย
* คุณธรรม ยังมีผู้เข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องระบือ มีความฉลาด กว้างขวางในอุบายวิธี ไม่มีคับแค้นจนมุม
* การปฏิบัติธรรม เป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเรื่องกาย วาจา จิต มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฎิบัติฝึกหัดจิตใจ ให้เอาจิตพิจารณากาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัดสติให้มากในการค้นคว้า เรียกว่า ธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอทีเดียว เมื่อพิจารณาพอจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง การประกอบความพากเพียรทำจิตให้ยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
• ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
• ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
• ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
• ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น
* วาสนา นั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นคนพาลได้ บางคนวาสนา
ยังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นบัณฑิต ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น
• ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
• ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย
• ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน
* จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูกของตัวบ้างไหม พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน
* ทาน-ศีล- ภาวนา ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัย ของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง
คนหิว อยู่เป็นปกติสุขไม่ได้ จึงวิ่งหาโน่นหานี่ เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็เผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ คนที่หลงจึงต้องแสวงหา ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะหาไปให้ลำบากทำไม อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว จะตื่นเงา ตะครุบเงาไปทำไม เพราะรู้แล้วว่า เงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริง คือ สัจจะทั้งสี่ที่มีอยู่ในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว
อานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้ 1. ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน 2. ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวี เบียดเบียนทำลาย 3. ระหว่าง ลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำ กล่ำกราย ต่างครองกันอยู่ด้วยความผาสุข 4. พูดะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล 5. เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าหลงหลัง จับโน่นชนนี่ เหมือนคนบ้าคนบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีล เป็นผู้ปลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากมาย อย่าพากันทำ ให้พากันละบาป บำเพ็ญบุญ ทำแต่คุณความดี อย่าให้เสียชีวิตเปล่าที่มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์
กรรม จำแนกสัตว์ให้ทราม และประณีตต่างกัน ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยไม่ได้
แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดู จากพ่อ-แม่มาเป็นอย่างดีเหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม เขาก็มองไม่เห็นคุณของพ่อ-แม่ ว่าได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขา ที่เป็นคนหนึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น
คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุง จึงมีความสุข ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ มีความสุขมากกว่าผู้ใดมาในทางมิชอบเสียอีก เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์
แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วย และให้ผลเป็นทุกข์ไม่ส้นสุด นักปราชญ์ ท่านจึงกลัวกันหนักหนา
แต่คนโง่อย่างพวกเรา ผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย
อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ
หาคนดีมีศีลธรรมในใจ หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ
เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ เหมือนได้คนดีทำประโยชน์
ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว
ความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์ ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ
ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลก เศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด
ความทุกข์ทรมาน ความอดทน ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง
ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที
* ผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม คือผู้สนใจหาความรู้ความฉลาดเพื่อคุณงามความดีทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากันเพราะคนเราจะอยู่และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัวย่อมไม่ปลอดภัย ต่ออันตรายทั้งภายนอกภายใน เครื่องป้องกันตัวคือหลักธรรมมีสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้านมีสติปัญญาแฝงอยู่กับตัวทุกอิริยาบท จะคิด-พูด-ทำอะไรไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วยทั้งภายในและภายนอก มีความเข้มแข็งอดทน มีความเพียรที่จะประกอบคุณงามความดี คนอ่อนแอโง่เง่าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย
* การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง
* ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่น ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน
* เมื่อเกิดมาอาภัพชาติ แล้วอย่าให้ใจอาภัพอีก ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพ คิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตนให้ได้ทุกข์ เป็นบาปกรรมอีกเลย
* คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย และติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขให้ดี คนดี ทำดีได้ง่าย และติดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป
* เราต้องการของดี คนดี ก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจึงหมดการฝึก คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน
* ศีล นั้นอยู่ที่ไหนมีตัวตนเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนี้ เจตนาเป็นตัวศีล เจตนาคือจิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มีก็ไม่เรียกว่าคน มีแต่กายจะทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ มีโทษต่างๆ ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษ จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหา หลงขอ คนที่หา คนที่ขอต้องเป็นทุกข์ ขอเท่าไหร่ยิ่งไม่มี ยงอดอยากยากเข็ญ กายกับจิตเราได้มาแล้ว มีอยู่แล้ว ได้มาจากบิดามารดาพร้อมบริบูรณ์ จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ ศีลมีอยู่ที่เราแล้ว รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลไม่มีกาล ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ ผู้มีศีลย่อมมีความสุข ผู้จักมั่งคั่งบริบูรณ์ไม่อด ไม่ยาก ไม่จน ก็เพราะรักษาศีลให้สมบูรณ์ จิตดวงเดียวเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวรหมดภัย
* คุณธรรม ยังมีผู้เข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องระบือ มีความฉลาด กว้างขวางในอุบายวิธี ไม่มีคับแค้นจนมุม
* การปฏิบัติธรรม เป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเรื่องกาย วาจา จิต มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฎิบัติฝึกหัดจิตใจ ให้เอาจิตพิจารณากาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัดสติให้มากในการค้นคว้า เรียกว่า ธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอทีเดียว เมื่อพิจารณาพอจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง การประกอบความพากเพียรทำจิตให้ยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
• ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
• ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
• ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
• ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น
* วาสนา นั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นคนพาลได้ บางคนวาสนา
ยังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นบัณฑิต ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น
• ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
• ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย
• ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน
* จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูกของตัวบ้างไหม พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน
* ทาน-ศีล- ภาวนา ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัย ของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง
คนหิว อยู่เป็นปกติสุขไม่ได้ จึงวิ่งหาโน่นหานี่ เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็เผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ คนที่หลงจึงต้องแสวงหา ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะหาไปให้ลำบากทำไม อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว จะตื่นเงา ตะครุบเงาไปทำไม เพราะรู้แล้วว่า เงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริง คือ สัจจะทั้งสี่ที่มีอยู่ในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว
อานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้ 1. ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน 2. ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวี เบียดเบียนทำลาย 3. ระหว่าง ลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำ กล่ำกราย ต่างครองกันอยู่ด้วยความผาสุข 4. พูดะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล 5. เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าหลงหลัง จับโน่นชนนี่ เหมือนคนบ้าคนบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีล เป็นผู้ปลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากมาย อย่าพากันทำ ให้พากันละบาป บำเพ็ญบุญ ทำแต่คุณความดี อย่าให้เสียชีวิตเปล่าที่มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์
กรรม จำแนกสัตว์ให้ทราม และประณีตต่างกัน ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยไม่ได้
แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดู จากพ่อ-แม่มาเป็นอย่างดีเหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม เขาก็มองไม่เห็นคุณของพ่อ-แม่ ว่าได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขา ที่เป็นคนหนึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น
คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุง จึงมีความสุข ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ มีความสุขมากกว่าผู้ใดมาในทางมิชอบเสียอีก เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์
แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วย และให้ผลเป็นทุกข์ไม่ส้นสุด นักปราชญ์ ท่านจึงกลัวกันหนักหนา
แต่คนโง่อย่างพวกเรา ผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย
อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ
หาคนดีมีศีลธรรมในใจ หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ
เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ เหมือนได้คนดีทำประโยชน์
ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว
ความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์ ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ
ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลก เศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด
ความทุกข์ทรมาน ความอดทน ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง
ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555
Possible Alzheimer’s benefit for some vitamins, omega-3s
Posted at 04:30 PM ET, 12/29/2011
By Jennifer LaRue Huget
A small but provocative study suggests that a diet high in vitamins C, D and E, the B vitamins and omega-3 fatty acids and low in trans fats might offer protection against Alzheimer’s disease.
Reporting Wednesday afternoon in the journal Neurology, researchers analyzed blood samples from 104 participants in the Oregon Brain and Aging Study. Participants’ mean age was 87; 62 percent were women. The blood levels for 30 nutrients were compared with participants’ performance on tests of thinking and memory skills. For 42 of the participants, brain MRIs were analyzed.
The researchers found that high levels of those vitamins or omega-3 fatty acids were associated with better performance on the cognitive tests and with MRIs showing less evidence of the kind of brain shrinkage typical of Alzheimer’s. Vitamins C and E and the B vitamins are commonly found in fruits and vegetables, while omega-3s and Vitamin D are found in fish and seafood.
The study also found that high levels of trans fats were linked to poorer mental thinking and memory skills and more brain atrophy. Trans fats are typically found in packaged, fast, fried and frozen foods, commercial baked goods and margarine.
The authors note that this is the first study to analyze blood samples for evidence of nutrients rather than rely on participants’ reports of their food intake. An accompanying editorial notes that the study’s focus on groups of nutrients indicating dietary patterns rather than individual nutrients might make the findings easier to implement among the general public.
The authors make clear that more, larger and differently designed studies are needed before cause-and-effect relationships can be established between intake of certain groups of nutrients and dementia risk. But their work helps narrow down the likely candidates and eating patterns that provide those nutrients, which should help focus future research.
Source: http://www.washingtonpost.com/blogs/the-checkup/post/possible-alzheimers-benefit-for-some-vitamins-omega-3s/2010/12/20/gIQAqAq0OP_blog.html?tid=sm_twitter_washingtonpost
By Jennifer LaRue Huget
A small but provocative study suggests that a diet high in vitamins C, D and E, the B vitamins and omega-3 fatty acids and low in trans fats might offer protection against Alzheimer’s disease.
Reporting Wednesday afternoon in the journal Neurology, researchers analyzed blood samples from 104 participants in the Oregon Brain and Aging Study. Participants’ mean age was 87; 62 percent were women. The blood levels for 30 nutrients were compared with participants’ performance on tests of thinking and memory skills. For 42 of the participants, brain MRIs were analyzed.
The researchers found that high levels of those vitamins or omega-3 fatty acids were associated with better performance on the cognitive tests and with MRIs showing less evidence of the kind of brain shrinkage typical of Alzheimer’s. Vitamins C and E and the B vitamins are commonly found in fruits and vegetables, while omega-3s and Vitamin D are found in fish and seafood.
The study also found that high levels of trans fats were linked to poorer mental thinking and memory skills and more brain atrophy. Trans fats are typically found in packaged, fast, fried and frozen foods, commercial baked goods and margarine.
The authors note that this is the first study to analyze blood samples for evidence of nutrients rather than rely on participants’ reports of their food intake. An accompanying editorial notes that the study’s focus on groups of nutrients indicating dietary patterns rather than individual nutrients might make the findings easier to implement among the general public.
The authors make clear that more, larger and differently designed studies are needed before cause-and-effect relationships can be established between intake of certain groups of nutrients and dementia risk. But their work helps narrow down the likely candidates and eating patterns that provide those nutrients, which should help focus future research.
Source: http://www.washingtonpost.com/blogs/the-checkup/post/possible-alzheimers-benefit-for-some-vitamins-omega-3s/2010/12/20/gIQAqAq0OP_blog.html?tid=sm_twitter_washingtonpost
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)