คัดจากหนังสือ ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
* ผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม คือผู้สนใจหาความรู้ความฉลาดเพื่อคุณงามความดีทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากันเพราะคนเราจะอยู่และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัวย่อมไม่ปลอดภัย ต่ออันตรายทั้งภายนอกภายใน เครื่องป้องกันตัวคือหลักธรรมมีสติปัญญาเป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคงไม่สะทกสะท้านมีสติปัญญาแฝงอยู่กับตัวทุกอิริยาบท จะคิด-พูด-ทำอะไรไม่มีการยกเว้น มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วยทั้งภายในและภายนอก มีความเข้มแข็งอดทน มีความเพียรที่จะประกอบคุณงามความดี คนอ่อนแอโง่เง่าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย
* การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง
* ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่น ว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์ ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากันรักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน
* เมื่อเกิดมาอาภัพชาติ แล้วอย่าให้ใจอาภัพอีก ผู้เกิดมาชาตินี้อาภัพแล้ว อย่าให้ใจอาภัพ คิดแต่ผลิตโทษทำบาปอกุศลเผาผลาญตนให้ได้ทุกข์ เป็นบาปกรรมอีกเลย
* คนชั่ว ทำชั่วได้ง่าย และติดใจไม่ยอมลดละแก้ไขให้ดี คนดี ทำดีได้ง่าย และติดใจกลายเป็นคนรักธรรมตลอดไป
* เราต้องการของดี คนดี ก็จำต้องฝึก ฝึกจนดี จะพ้นการฝึกไปไม่ได้ งานอะไรก็ต้องฝึกทั้งนั้น ฝึกงาน ฝึกคน ฝึกสัตว์ ฝึกตน ฝึกใจ นอกจากตายแล้วจึงหมดการฝึก คำว่า ดี จะเป็นสมบัติของผู้ฝึกดีแล้วแน่นอน
* ศีล นั้นอยู่ที่ไหนมีตัวตนเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รักษาแล้วก็รู้ว่า ผู้นั้นเป็นตัวศีล ศีลก็อยู่ที่ตนนี้ เจตนาเป็นตัวศีล เจตนาคือจิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มีก็ไม่เรียกว่าคน มีแต่กายจะทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ มีโทษต่างๆ ผู้มีศีลแล้วไม่มีโทษ จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหา หลงขอ คนที่หา คนที่ขอต้องเป็นทุกข์ ขอเท่าไหร่ยิ่งไม่มี ยงอดอยากยากเข็ญ กายกับจิตเราได้มาแล้ว มีอยู่แล้ว ได้มาจากบิดามารดาพร้อมบริบูรณ์ จะทำให้เป็นศีลก็รีบทำ ศีลมีอยู่ที่เราแล้ว รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลไม่มีกาล ผู้มีศีลย่อมเป็นผู้องอาจกล้าหาญ ผู้มีศีลย่อมมีความสุข ผู้จักมั่งคั่งบริบูรณ์ไม่อด ไม่ยาก ไม่จน ก็เพราะรักษาศีลให้สมบูรณ์ จิตดวงเดียวเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ผู้มีศีลแท้เป็นผู้หมดเวรหมดภัย
* คุณธรรม ยังมีผู้เข้าถึงให้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องระบือ มีความฉลาด กว้างขวางในอุบายวิธี ไม่มีคับแค้นจนมุม
* การปฏิบัติธรรม เป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเรื่องกาย วาจา จิต มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฎิบัติฝึกหัดจิตใจ ให้เอาจิตพิจารณากาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัดสติให้มากในการค้นคว้า เรียกว่า ธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอทีเดียว เมื่อพิจารณาพอจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง การประกอบความพากเพียรทำจิตให้ยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
• ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
• ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
• ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
• ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น
* วาสนา นั้นเป็นไปตามอัธยาศัย คนที่มีวาสนาในทางที่ดีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นคนพาลได้ บางคนวาสนา
ยังอ่อน เมื่อคบบัณฑิต วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นบัณฑิต ฉะนั้น บุคคลควรพยายามคบแต่บัณฑิต เพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น
• ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่ควรหวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
• ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ควรรีบทำเสีย
• ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป จะไม่เกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน
* จิต เป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแล ด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิต อันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะก็คือภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่า มีอะไรบกพร่องและเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิต นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้าง มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่อง หาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูกของตัวบ้างไหม พิจารณาสังขารภายนอกว่า มีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขารมีอะไรใหม่หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการให้ท่องในใจอยู่เสมอว่า เรามีความแก่-เจ็บ-ตาย อยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน
* ทาน-ศีล- ภาวนา ธรรมทั้ง 3 นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์ และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัย ของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์อย่างแท้จริง
คนหิว อยู่เป็นปกติสุขไม่ได้ จึงวิ่งหาโน่นหานี่ เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่สำนึกว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็เผาตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ คนที่หลงจึงต้องแสวงหา ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะหาไปให้ลำบากทำไม อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว จะตื่นเงา ตะครุบเงาไปทำไม เพราะรู้แล้วว่า เงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริง คือ สัจจะทั้งสี่ที่มีอยู่ในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว
อานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้ 1. ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน 2. ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวี เบียดเบียนทำลาย 3. ระหว่าง ลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำ กล่ำกราย ต่างครองกันอยู่ด้วยความผาสุข 4. พูดะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล 5. เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าหลงหลัง จับโน่นชนนี่ เหมือนคนบ้าคนบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีล เป็นผู้ปลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากมาย อย่าพากันทำ ให้พากันละบาป บำเพ็ญบุญ ทำแต่คุณความดี อย่าให้เสียชีวิตเปล่าที่มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์
กรรม จำแนกสัตว์ให้ทราม และประณีตต่างกัน ผู้สงสัยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือ ลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยไม่ได้
แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดู จากพ่อ-แม่มาเป็นอย่างดีเหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม เขาก็มองไม่เห็นคุณของพ่อ-แม่ ว่าได้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขา ที่เป็นคนหนึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น
คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุง จึงมีความสุข ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ มีความสุขมากกว่าผู้ใดมาในทางมิชอบเสียอีก เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์
แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วย และให้ผลเป็นทุกข์ไม่ส้นสุด นักปราชญ์ ท่านจึงกลัวกันหนักหนา
แต่คนโง่อย่างพวกเรา ผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย
อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ
หาคนดีมีศีลธรรมในใจ หายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดา ได้คนเป็นคนดีเพียงคนเดียว ย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ
เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ เหมือนได้คนดีทำประโยชน์
ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียว
ความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์ ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ
ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียว จะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลก เศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด
ความทุกข์ทรมาน ความอดทน ทนทาน ต่อสิ่งกระทบกระทั่งต่างๆ ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทาง
ใจจะกลายเป็นของประเสริฐ ให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที
วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555
Possible Alzheimer’s benefit for some vitamins, omega-3s
Posted at 04:30 PM ET, 12/29/2011
By Jennifer LaRue Huget
A small but provocative study suggests that a diet high in vitamins C, D and E, the B vitamins and omega-3 fatty acids and low in trans fats might offer protection against Alzheimer’s disease.
Reporting Wednesday afternoon in the journal Neurology, researchers analyzed blood samples from 104 participants in the Oregon Brain and Aging Study. Participants’ mean age was 87; 62 percent were women. The blood levels for 30 nutrients were compared with participants’ performance on tests of thinking and memory skills. For 42 of the participants, brain MRIs were analyzed.
The researchers found that high levels of those vitamins or omega-3 fatty acids were associated with better performance on the cognitive tests and with MRIs showing less evidence of the kind of brain shrinkage typical of Alzheimer’s. Vitamins C and E and the B vitamins are commonly found in fruits and vegetables, while omega-3s and Vitamin D are found in fish and seafood.
The study also found that high levels of trans fats were linked to poorer mental thinking and memory skills and more brain atrophy. Trans fats are typically found in packaged, fast, fried and frozen foods, commercial baked goods and margarine.
The authors note that this is the first study to analyze blood samples for evidence of nutrients rather than rely on participants’ reports of their food intake. An accompanying editorial notes that the study’s focus on groups of nutrients indicating dietary patterns rather than individual nutrients might make the findings easier to implement among the general public.
The authors make clear that more, larger and differently designed studies are needed before cause-and-effect relationships can be established between intake of certain groups of nutrients and dementia risk. But their work helps narrow down the likely candidates and eating patterns that provide those nutrients, which should help focus future research.
Source: http://www.washingtonpost.com/blogs/the-checkup/post/possible-alzheimers-benefit-for-some-vitamins-omega-3s/2010/12/20/gIQAqAq0OP_blog.html?tid=sm_twitter_washingtonpost
By Jennifer LaRue Huget
A small but provocative study suggests that a diet high in vitamins C, D and E, the B vitamins and omega-3 fatty acids and low in trans fats might offer protection against Alzheimer’s disease.
Reporting Wednesday afternoon in the journal Neurology, researchers analyzed blood samples from 104 participants in the Oregon Brain and Aging Study. Participants’ mean age was 87; 62 percent were women. The blood levels for 30 nutrients were compared with participants’ performance on tests of thinking and memory skills. For 42 of the participants, brain MRIs were analyzed.
The researchers found that high levels of those vitamins or omega-3 fatty acids were associated with better performance on the cognitive tests and with MRIs showing less evidence of the kind of brain shrinkage typical of Alzheimer’s. Vitamins C and E and the B vitamins are commonly found in fruits and vegetables, while omega-3s and Vitamin D are found in fish and seafood.
The study also found that high levels of trans fats were linked to poorer mental thinking and memory skills and more brain atrophy. Trans fats are typically found in packaged, fast, fried and frozen foods, commercial baked goods and margarine.
The authors note that this is the first study to analyze blood samples for evidence of nutrients rather than rely on participants’ reports of their food intake. An accompanying editorial notes that the study’s focus on groups of nutrients indicating dietary patterns rather than individual nutrients might make the findings easier to implement among the general public.
The authors make clear that more, larger and differently designed studies are needed before cause-and-effect relationships can be established between intake of certain groups of nutrients and dementia risk. But their work helps narrow down the likely candidates and eating patterns that provide those nutrients, which should help focus future research.
Source: http://www.washingtonpost.com/blogs/the-checkup/post/possible-alzheimers-benefit-for-some-vitamins-omega-3s/2010/12/20/gIQAqAq0OP_blog.html?tid=sm_twitter_washingtonpost
วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554
การนอนหลับ วิธีบำรุงรักษาพลังหยางที่ดีที่สุด(睡觉是养护阳气最好的办法)
พลังหยาง (阳气) คือพลังของชีวิต ในวัยเด็กพลังหยางค่อยๆ สะสมตัว เด็กเจริญเติบโตมีพละกำลังคล่องแคล่วว่องไว ไม่เหนื่อยง่าย จนพลังหยางสูงสุดในวัยหนุ่มสาว และเข้าสู่วัยกลางคน พลังหยางก็เริ่มถดถอยลดน้อยลง ร่างกายก็ไม่กระฉับกระเฉง ความคิดอ่าน ความจำ ความว่องไวทางประสาท สมอง ก็ลดลงเรื่อยๆ ถึงวัยชราภาพ พลังหยางน้อยลงไปอีกและหมดไปในที่สุดพร้อมกับการดับลงของชีวิต เป็นวัฏจักรของการเกิด พัฒนา เสื่อมถอย และการตาย
การบำรุงพลังหยางจึงมีความสำคัญต่อชีวิต เพราะเป็นตัวกำหนดการเกิด พัฒนาและการเสื่อมถอยของร่างกาย ยังรวมถึงโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ของร่างกายและจิตใจด้วย
ก่อนจะไปศึกษาค้นคว้าหาสิ่งภายนอกมาบำรุงรักษาพลังหยาง ควรกลับมาพิจารณาวิธีการที่เป็นธรรมชาติและประหยัดที่สุด ที่เราสามารถกำหนดและปฏิบัติได้เอง คือ การนอนหลับช่วงเวลาจื่อสือ (子时觉) ระหว่างเวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.
การเกิดของพลังหยาง เริ่มต้นที่เวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.ช่วงพลังลมปราณไหลผ่านเส้นลมปราณถุงน้ำดี
กลางคืนพลังยินมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเที่ยงคืน ระหว่างเวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น. คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากพลังยินสูงสุด และการก่อเกิดพลังหยาง พลังหยางจะเก็บสะสมได้มากในภาวะที่สงบที่สุด การตื่นนอนหรือยังไม่หลับ เป็นการใช้พลังหยางทำให้การเกิดสะสมตัวของพลังหยางถูกรบกวน ไม่สามารถสะสมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหมายถึงสต็อกพลังหยางที่จะถูกนำไปใช้ในวันใหม่จะน้อยลง ส่งผลเสียต่อการทำงานในช่วงกลางวันของวันใหม่ ทำให้เหนื่อยง่าย ง่วงนอน หมดพลังเร็ว งานไม่มีประสิทธิภาพ
การนอนตื่นสายจนไปถึง ๑๐.๐๐ น. หรือเที่ยงวัน จะเป็นการทำลายร่างกายซ้ำเติมอีกทางหนึ่ง เพราะช่วงที่พลังหยางของธรรมชาติกำลังโตเต็มที่ พลังหยางของร่างกายก็ออกสู่ภายนอกของร่างกาย แต่การนอนหลับเป็นความพยายามเก็บหยางไว้ในตัวต่อไป ภาวะเช่นนี้จึงฝืนกับกฎของธรรมชาติ จะทำให้เกิดโรคระยะยาว
พลังหยางพร่อง ถูกทำลายด้วยหลายปัจจัย
- การดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำแข็ง
- การหยุดนิ่งมากเกินไป ไม่เคลื่อนไหว
- การถูกความเย็นจากเครื่องปรับความเย็นนานเกินไป
- การนอนบนพื้นปูนที่เย็น
- การทำงานที่ตรากตรำเหนื่อยล้าเกินไป
- ความเครียดสะสม
- การนอนไม่หลับตอนกลางคืน นอนดึก ทำงานตอนกลางคืน
การนอนหลับในช่วงพลังหยางเริ่มเกิด (๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.) จะทำให้ไม่รบกวนการเกิดและสะสมตัวของพลังหยาง
คนที่นอนดึกเลยเวลาช่วงนี้นานๆ จะเกิดความเคยชิน รู้สึกไม่ค่อยง่วงนอน และการนอนหลับจะยากขึ้น เพราะพลังหยางเริ่มเกิดมากขึ้นแล้ว ในที่สุดจะเกิดโรคนอนไม่หลับตามมา
นอนดึกเกิดโรคอ้วน
นอนดึกเลย ๒๓.๐๐ น. จะทำให้รู้สึกหิว (พลังหยางเริ่มเกิด) อยากอาหาร ถ้ากินอาหารมื้อหนักเข้าไปอีก จะยิ่งทำให้พลังหยางไม่สามารถสะสม ต้องถูกนำมาใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งการย่อยก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เพราะพลังสำรองยังน้อย และการหลั่งน้ำดีถูกปิดกั้น (ทำงานน้อย)อาหารจึงไม่ถูกย่อย ทำให้เกิดโรคอ้วน ขณะเดียวกันการสะสมพลังสำหรับวันรุ่งขึ้นก็น้อยลงไปด้วย
นอนดึกสมองไม่ปลอดโปร่ง
พลังของถุงน้ำดีที่ดี มีผลต่อการตัดสินใจ ประสิทธิภาพของสมอง (胆为中正之官,主决断) หมายความว่า ถ้าช่วงเวลาจื่อสือ พลังของถุงน้ำดีเสริมสร้างได้ดี ตื่นนอนขึ้นมาสมองจะสดใส (胆有多清,脑有多清) การทำงาน การเรียนรู้ การตัดสินใจจะฉับไว ปลอดโปร่ง
นอนดึกทำให้ระบบการย่อยไม่ปกติ
“การทำงานของอวัยวะภายในชี้ขาดที่ถุงน้ำดี” (凡十一脏,取诀于胆也) ระบบย่อยอาหาร (ม้ามหรือกระเพาะอาหาร) ก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ข้อนี้
ตับเป็นโรงงานสร้างน้ำดี ถุงน้ำดีเป็นคลังเก็บน้ำดี การย่อยอาหารที่ดีต้องอาศัยพลังของถุงน้ำดีในการขับเคลื่อนน้ำดีสู่ลำไส้เล็ก ถ้าพลังถุงน้ำดีไม่สมบูรณ์ หรือคนที่ถูกตัดถุงน้ำดี การสำรองน้ำดีและขับน้ำดีไม่ดี น้ำดีจะถูกไหลทิ้ง เมื่อเวลากินอาหารเข้าไป จำนวนน้ำดีที่ขับออกมาช่วยการย่อยก็น้อย ทำให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารมีปัญหา
การหลีกเลี่ยงการกินอาหารตอนดึก และนอนให้หลับสนิทในช่วงเวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น. จึงเป็นการเสริมสร้างพลังของถุงน้ำดี
วิธีการเสริมสร้างพลังหยางที่ง่ายและประหยัด
๑. เตรียมตัวนอนก่อน ๒๓.๐๐ น. คนที่หลับยากหน่อยอาจเข้านอน ๒๒.๓๐ น. คนที่หลับง่ายอาจนอนเวลา ๒๒.๕๐ น. พยายามให้หลับในช่วงประมาณ ๒๓.๐๐ น. และหลับสนิทในช่วง ๐๑.๐๐-๐๓.๐๐ น.
๒. ไม่ควรกินอาหารหลัง ๒๓.๐๐ น. เพราะถุงน้ำดีจะไม่ทำงาน ในการขับน้ำดีโดยเฉพาะหลัง ๒๓.๐๐ น.ไปแล้ว และมักจะเกิดอาการหิว (หยางเริ่มเกิด) และคนมักจะตาสว่างไม่ค่อยง่วงนอน
๓. ถ้ามีงานมากควรหลับก่อน ๒๓.๐๐ น. แล้วตื่นเช้า ตี ๔-๕ มาทำต่อ จะได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนตี ๑ ตี ๒
๔. ตื่นนอนแต่เช้า มารับพลังแสงด้วยอาทิตย์ สรรพสิ่งในโลกนี้เติบโตและดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังหยาง ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างรับพลังแสงอาทิตย์เข้าสู่ร่างกาย ไม่ควรนอนตื่นสาย เพราะจะไปกดพลังหยางที่จะเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก และไปกดการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่กำลังเริ่มทำงาน
๕. ควรกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ด้วยการดื่มน้ำ ๑-๒ แก้ว ตอนตื่นนอน ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้ลำไส้เริ่มทำงาน ถุงน้ำดีเริ่มอุ่นเครื่อง และต้องกินอาหารมื้อเช้า
Source: http://www.doctor.or.th/node/11261
การบำรุงพลังหยางจึงมีความสำคัญต่อชีวิต เพราะเป็นตัวกำหนดการเกิด พัฒนาและการเสื่อมถอยของร่างกาย ยังรวมถึงโอกาสการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ของร่างกายและจิตใจด้วย
ก่อนจะไปศึกษาค้นคว้าหาสิ่งภายนอกมาบำรุงรักษาพลังหยาง ควรกลับมาพิจารณาวิธีการที่เป็นธรรมชาติและประหยัดที่สุด ที่เราสามารถกำหนดและปฏิบัติได้เอง คือ การนอนหลับช่วงเวลาจื่อสือ (子时觉) ระหว่างเวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.
การเกิดของพลังหยาง เริ่มต้นที่เวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.ช่วงพลังลมปราณไหลผ่านเส้นลมปราณถุงน้ำดี
กลางคืนพลังยินมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเที่ยงคืน ระหว่างเวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น. คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากพลังยินสูงสุด และการก่อเกิดพลังหยาง พลังหยางจะเก็บสะสมได้มากในภาวะที่สงบที่สุด การตื่นนอนหรือยังไม่หลับ เป็นการใช้พลังหยางทำให้การเกิดสะสมตัวของพลังหยางถูกรบกวน ไม่สามารถสะสมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งหมายถึงสต็อกพลังหยางที่จะถูกนำไปใช้ในวันใหม่จะน้อยลง ส่งผลเสียต่อการทำงานในช่วงกลางวันของวันใหม่ ทำให้เหนื่อยง่าย ง่วงนอน หมดพลังเร็ว งานไม่มีประสิทธิภาพ
การนอนตื่นสายจนไปถึง ๑๐.๐๐ น. หรือเที่ยงวัน จะเป็นการทำลายร่างกายซ้ำเติมอีกทางหนึ่ง เพราะช่วงที่พลังหยางของธรรมชาติกำลังโตเต็มที่ พลังหยางของร่างกายก็ออกสู่ภายนอกของร่างกาย แต่การนอนหลับเป็นความพยายามเก็บหยางไว้ในตัวต่อไป ภาวะเช่นนี้จึงฝืนกับกฎของธรรมชาติ จะทำให้เกิดโรคระยะยาว
พลังหยางพร่อง ถูกทำลายด้วยหลายปัจจัย
- การดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ น้ำแข็ง
- การหยุดนิ่งมากเกินไป ไม่เคลื่อนไหว
- การถูกความเย็นจากเครื่องปรับความเย็นนานเกินไป
- การนอนบนพื้นปูนที่เย็น
- การทำงานที่ตรากตรำเหนื่อยล้าเกินไป
- ความเครียดสะสม
- การนอนไม่หลับตอนกลางคืน นอนดึก ทำงานตอนกลางคืน
การนอนหลับในช่วงพลังหยางเริ่มเกิด (๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น.) จะทำให้ไม่รบกวนการเกิดและสะสมตัวของพลังหยาง
คนที่นอนดึกเลยเวลาช่วงนี้นานๆ จะเกิดความเคยชิน รู้สึกไม่ค่อยง่วงนอน และการนอนหลับจะยากขึ้น เพราะพลังหยางเริ่มเกิดมากขึ้นแล้ว ในที่สุดจะเกิดโรคนอนไม่หลับตามมา
นอนดึกเกิดโรคอ้วน
นอนดึกเลย ๒๓.๐๐ น. จะทำให้รู้สึกหิว (พลังหยางเริ่มเกิด) อยากอาหาร ถ้ากินอาหารมื้อหนักเข้าไปอีก จะยิ่งทำให้พลังหยางไม่สามารถสะสม ต้องถูกนำมาใช้ในการย่อยอาหาร ซึ่งการย่อยก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เพราะพลังสำรองยังน้อย และการหลั่งน้ำดีถูกปิดกั้น (ทำงานน้อย)อาหารจึงไม่ถูกย่อย ทำให้เกิดโรคอ้วน ขณะเดียวกันการสะสมพลังสำหรับวันรุ่งขึ้นก็น้อยลงไปด้วย
นอนดึกสมองไม่ปลอดโปร่ง
พลังของถุงน้ำดีที่ดี มีผลต่อการตัดสินใจ ประสิทธิภาพของสมอง (胆为中正之官,主决断) หมายความว่า ถ้าช่วงเวลาจื่อสือ พลังของถุงน้ำดีเสริมสร้างได้ดี ตื่นนอนขึ้นมาสมองจะสดใส (胆有多清,脑有多清) การทำงาน การเรียนรู้ การตัดสินใจจะฉับไว ปลอดโปร่ง
นอนดึกทำให้ระบบการย่อยไม่ปกติ
“การทำงานของอวัยวะภายในชี้ขาดที่ถุงน้ำดี” (凡十一脏,取诀于胆也) ระบบย่อยอาหาร (ม้ามหรือกระเพาะอาหาร) ก็หนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ข้อนี้
ตับเป็นโรงงานสร้างน้ำดี ถุงน้ำดีเป็นคลังเก็บน้ำดี การย่อยอาหารที่ดีต้องอาศัยพลังของถุงน้ำดีในการขับเคลื่อนน้ำดีสู่ลำไส้เล็ก ถ้าพลังถุงน้ำดีไม่สมบูรณ์ หรือคนที่ถูกตัดถุงน้ำดี การสำรองน้ำดีและขับน้ำดีไม่ดี น้ำดีจะถูกไหลทิ้ง เมื่อเวลากินอาหารเข้าไป จำนวนน้ำดีที่ขับออกมาช่วยการย่อยก็น้อย ทำให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารมีปัญหา
การหลีกเลี่ยงการกินอาหารตอนดึก และนอนให้หลับสนิทในช่วงเวลา ๒๓.๐๐-๐๑.๐๐ น. จึงเป็นการเสริมสร้างพลังของถุงน้ำดี
วิธีการเสริมสร้างพลังหยางที่ง่ายและประหยัด
๑. เตรียมตัวนอนก่อน ๒๓.๐๐ น. คนที่หลับยากหน่อยอาจเข้านอน ๒๒.๓๐ น. คนที่หลับง่ายอาจนอนเวลา ๒๒.๕๐ น. พยายามให้หลับในช่วงประมาณ ๒๓.๐๐ น. และหลับสนิทในช่วง ๐๑.๐๐-๐๓.๐๐ น.
๒. ไม่ควรกินอาหารหลัง ๒๓.๐๐ น. เพราะถุงน้ำดีจะไม่ทำงาน ในการขับน้ำดีโดยเฉพาะหลัง ๒๓.๐๐ น.ไปแล้ว และมักจะเกิดอาการหิว (หยางเริ่มเกิด) และคนมักจะตาสว่างไม่ค่อยง่วงนอน
๓. ถ้ามีงานมากควรหลับก่อน ๒๓.๐๐ น. แล้วตื่นเช้า ตี ๔-๕ มาทำต่อ จะได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนตี ๑ ตี ๒
๔. ตื่นนอนแต่เช้า มารับพลังแสงด้วยอาทิตย์ สรรพสิ่งในโลกนี้เติบโตและดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยพลังหยาง ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างรับพลังแสงอาทิตย์เข้าสู่ร่างกาย ไม่ควรนอนตื่นสาย เพราะจะไปกดพลังหยางที่จะเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก และไปกดการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่กำลังเริ่มทำงาน
๕. ควรกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ด้วยการดื่มน้ำ ๑-๒ แก้ว ตอนตื่นนอน ๐๕.๐๐-๐๗.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้ลำไส้เริ่มทำงาน ถุงน้ำดีเริ่มอุ่นเครื่อง และต้องกินอาหารมื้อเช้า
Source: http://www.doctor.or.th/node/11261
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เข้าวัดให้เป็น
โดย พระชยสาโร
ถ้าหากเราไม่คิดทำความเข้าใจกับตัวเอง ไม่สนใจว่าชีวิตมัน คือ อะไรกันแน่ ไม่อยากพัฒนาตน การเข้าวัดก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนคนไม่สบายไปรพ. เพื่อบริจาคทรัพย์บำรุง รพ.โดยไม่คิดรักษาโรคของตัวเอง เพราะยังไม่เจ็บมากก็เลยเสียดายเวลา
โรคของเรา คือ ความทุกข์ สาเหตุสำคัญ คือ การไม่รู้จักตัวเองก็ถูกหลอกง่าย พร้อมที่จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งมายาทั้งหลายอยู่เสมอ มัวแต่ดิ้นรนเพื่อจะได้สิ่งที่ชอบ และเลี่ยงสิ่งที่ไม่ชอบอยู่เสมอ เชื่องมงายในร่างกาย และจิตใจว่าเป็นเราเป็นของเรา
ก็ย่อมไม่เห็นความไม่เที่ยงและความไม่มีเจ้าของของชีวิต
การปฎิบัติธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากกิเลสได้ การทำบุญอย่างเดียวไม่ปฎิบัติถึงจะทำให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่ในใจบ้างแต่มันไม่มั่นคง ลึกๆแล้วเราจะยังคงอยู่ในสภาพเดิม คือเคว้งคว้างอยู่เหมือนเรือเล็กๆ กลางทะเลอันกว้างใหญ่ มีเข็มทิศก็ใช้ไม่ค่อยเป็น มีสมอก็ไม่รู้จักทอด เอาแต่ประดับประดาเรือก่อนอับปาง
ชาวพุทธเราควรสนใจวิธีอุดรู วิธีวิดน้ำบ้าง จะได้เอาตัวรอดได้ หากไม่สนใจศึกษาเรื่องตัวเอง เข้าวัดแล้วสักแต่ว่าไหว้พระพอเป็นพิธี ทำบุญบำรุงวัดตามประเพณี แล้วออกไปชมต้นไม้บ้างก่อนกลับ ไม่ใช้ว่าไม่ดี ดีอยู่หรอก แต่ยังดีไม่พอ ศาสนา
ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องน้อมเข้ามาเป็นเครื่องชำระ วัดอยู่ได้เพราะน้ำใจของญาติโยม ลูกศิษย์หลวงพ่อชารังเกลียดการเรี่ยไรที่สุด จึงอยู่ได้ด้วยศรัทธาของญาติโยมโดยแท้
การช่วยทางปัจจัยสี่สำคัญเหมือนกัน
แต่พระที่ดีท่านไม่ยินดีในเรื่องนี้ สิ่งที่ท่านยินดีที่สุด ชอบที่สุด คือ การเห็นผู้ครองเรือนตั้งใจปฏิบัติธรรม
ไปวัด ไม่ว่าเพื่อทำบุญสุนทาน ไหว้พระกราบนมัสการครูบาอาจารย์ หรือไปจำศีลปฏิบัติธรรม พยายามระลึกอยู่เสมอว่า
จุดประสงค์ของเรา ควรอยู่ที่ความดีความสงบและปัญญา ระวังอย่าวุ่นบุญก็แล้วกัน หรือร้ายกว่านั้น
อย่านั่งในโรงครัวทานอาหารคุยเรื่องทางโลก วิจารณ์เรื่องการบ้านการเมือง พรรคไหนดี พรรคไหนเลว หรือนินทาลูกเขยลูกสะใภ้ อย่าคุยในเรื่องใดที่เพิ่มกิเลสในใจทั้งของผู้พูดและผู้ฟัง หรือพูดให้ชาววัดแตกแยกกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเสียดายเวลาที่สละเข้าวัด เรียกว่าเข้าวัดแต่ไม่ถึงวัด ฉะนั้นมาถึงที่ร่มเย็นอย่าให้มันร้อน
ต้องฝึกให้เย็นสิ ตัวเราจึงจะเหมาะกับสถานที่ ให้น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาสู่ใจเรา สำรวมกาย วาจา ใจ หาอุบายแก้ข้อบกพร่องที่อยู่ในใจ เสริมสร้างสิ่งที่ดีงามอย่างนี้คือการเข้าวัดที่เข้าท่า ได้ทั้งวัตรปฏิบัติ ได้ทั้งเครื่องวัดตัวเอง
ในพระพุทธศาสนา วัดเป็นสถานที่สำคัญ แต่ศาสนาที่แท้ไม่ติดอยู่ที่สถานที่ ศาสนาไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่ที่ตู้พระไตรปิฎก ไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่เรา อยู่ที่เราแต่ละคน แผ่นดินไหว หรือผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาวางระเบิดหน้าพระประธานวัดป่านานาชาติ จนวัดเหลือแต่หลุมลึก ผู้ที่ยังเหลืออยู่ ต้องอดทน อย่าพึ่งโกรธ ศาสนาก็ไม่ได้สูญหายไปกับวัตถุ ชาวพุทธเราควรสร้างวัดให้พอดีแก่กิจของสงฆ์ และช่วยท่านรักษาสิ่งที่สร้างแล้วอย่างดี แต่อย่าพึงลืมว่าวัดเป็นแค่สิ่งที่เอื้อต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
การสร้างศาสนวัตถุก็ได้บุญอยู่หรอก ได้บุญเยอะ แต่ยังไม่ใช่บุญชั้นเยี่ยม คือการสงบจากกิเลส ยังไม่ถึงสิ่งสูงสุดที่เราควรได้รับจากการเป็นชาวพุทธ วัตถุเป็นฐานของการเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา
จาก หนังสือ "ทำไม" โดย ท่านชยสาโร
Source: http://www.kanlayanatam.com/Myimage-index/chayasaro.htm
ถ้าหากเราไม่คิดทำความเข้าใจกับตัวเอง ไม่สนใจว่าชีวิตมัน คือ อะไรกันแน่ ไม่อยากพัฒนาตน การเข้าวัดก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนคนไม่สบายไปรพ. เพื่อบริจาคทรัพย์บำรุง รพ.โดยไม่คิดรักษาโรคของตัวเอง เพราะยังไม่เจ็บมากก็เลยเสียดายเวลา
โรคของเรา คือ ความทุกข์ สาเหตุสำคัญ คือ การไม่รู้จักตัวเองก็ถูกหลอกง่าย พร้อมที่จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งมายาทั้งหลายอยู่เสมอ มัวแต่ดิ้นรนเพื่อจะได้สิ่งที่ชอบ และเลี่ยงสิ่งที่ไม่ชอบอยู่เสมอ เชื่องมงายในร่างกาย และจิตใจว่าเป็นเราเป็นของเรา
ก็ย่อมไม่เห็นความไม่เที่ยงและความไม่มีเจ้าของของชีวิต
การปฎิบัติธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากกิเลสได้ การทำบุญอย่างเดียวไม่ปฎิบัติถึงจะทำให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่ในใจบ้างแต่มันไม่มั่นคง ลึกๆแล้วเราจะยังคงอยู่ในสภาพเดิม คือเคว้งคว้างอยู่เหมือนเรือเล็กๆ กลางทะเลอันกว้างใหญ่ มีเข็มทิศก็ใช้ไม่ค่อยเป็น มีสมอก็ไม่รู้จักทอด เอาแต่ประดับประดาเรือก่อนอับปาง
ชาวพุทธเราควรสนใจวิธีอุดรู วิธีวิดน้ำบ้าง จะได้เอาตัวรอดได้ หากไม่สนใจศึกษาเรื่องตัวเอง เข้าวัดแล้วสักแต่ว่าไหว้พระพอเป็นพิธี ทำบุญบำรุงวัดตามประเพณี แล้วออกไปชมต้นไม้บ้างก่อนกลับ ไม่ใช้ว่าไม่ดี ดีอยู่หรอก แต่ยังดีไม่พอ ศาสนา
ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องน้อมเข้ามาเป็นเครื่องชำระ วัดอยู่ได้เพราะน้ำใจของญาติโยม ลูกศิษย์หลวงพ่อชารังเกลียดการเรี่ยไรที่สุด จึงอยู่ได้ด้วยศรัทธาของญาติโยมโดยแท้
การช่วยทางปัจจัยสี่สำคัญเหมือนกัน
แต่พระที่ดีท่านไม่ยินดีในเรื่องนี้ สิ่งที่ท่านยินดีที่สุด ชอบที่สุด คือ การเห็นผู้ครองเรือนตั้งใจปฏิบัติธรรม
ไปวัด ไม่ว่าเพื่อทำบุญสุนทาน ไหว้พระกราบนมัสการครูบาอาจารย์ หรือไปจำศีลปฏิบัติธรรม พยายามระลึกอยู่เสมอว่า
จุดประสงค์ของเรา ควรอยู่ที่ความดีความสงบและปัญญา ระวังอย่าวุ่นบุญก็แล้วกัน หรือร้ายกว่านั้น
อย่านั่งในโรงครัวทานอาหารคุยเรื่องทางโลก วิจารณ์เรื่องการบ้านการเมือง พรรคไหนดี พรรคไหนเลว หรือนินทาลูกเขยลูกสะใภ้ อย่าคุยในเรื่องใดที่เพิ่มกิเลสในใจทั้งของผู้พูดและผู้ฟัง หรือพูดให้ชาววัดแตกแยกกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเสียดายเวลาที่สละเข้าวัด เรียกว่าเข้าวัดแต่ไม่ถึงวัด ฉะนั้นมาถึงที่ร่มเย็นอย่าให้มันร้อน
ต้องฝึกให้เย็นสิ ตัวเราจึงจะเหมาะกับสถานที่ ให้น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาสู่ใจเรา สำรวมกาย วาจา ใจ หาอุบายแก้ข้อบกพร่องที่อยู่ในใจ เสริมสร้างสิ่งที่ดีงามอย่างนี้คือการเข้าวัดที่เข้าท่า ได้ทั้งวัตรปฏิบัติ ได้ทั้งเครื่องวัดตัวเอง
ในพระพุทธศาสนา วัดเป็นสถานที่สำคัญ แต่ศาสนาที่แท้ไม่ติดอยู่ที่สถานที่ ศาสนาไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่ที่ตู้พระไตรปิฎก ไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่เรา อยู่ที่เราแต่ละคน แผ่นดินไหว หรือผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาวางระเบิดหน้าพระประธานวัดป่านานาชาติ จนวัดเหลือแต่หลุมลึก ผู้ที่ยังเหลืออยู่ ต้องอดทน อย่าพึ่งโกรธ ศาสนาก็ไม่ได้สูญหายไปกับวัตถุ ชาวพุทธเราควรสร้างวัดให้พอดีแก่กิจของสงฆ์ และช่วยท่านรักษาสิ่งที่สร้างแล้วอย่างดี แต่อย่าพึงลืมว่าวัดเป็นแค่สิ่งที่เอื้อต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
การสร้างศาสนวัตถุก็ได้บุญอยู่หรอก ได้บุญเยอะ แต่ยังไม่ใช่บุญชั้นเยี่ยม คือการสงบจากกิเลส ยังไม่ถึงสิ่งสูงสุดที่เราควรได้รับจากการเป็นชาวพุทธ วัตถุเป็นฐานของการเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา
จาก หนังสือ "ทำไม" โดย ท่านชยสาโร
Source: http://www.kanlayanatam.com/Myimage-index/chayasaro.htm
วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554
ไม่ขับถ่ายตอนเช้าจะเกิดอะไรขึ้น?
การขับถ่ายมีผลต่อสุขภาพร่างกายของเรา ทราบไหมว่า ถ้าปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึง 7-9 โมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาทำงานของกระเพาะอาหาร แล้วยังไม่ได้ขับถ่าย แถมอาหารเช้าก็ไม่ได้กิน จะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อถึงเวลาที่กระเพาะอาหารทำงาน เพื่อนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วไม่มีอาหารที่ควรทานตอนเช้าเข้าไปย่อย อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ มาที่กระเพาะอาหาร ในอุจจาระเก่าพวกนี้จะมีแก๊สที่เสียแล้ว แก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดไม่สะอาด เมื่อเลือดเหล่านี้ไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ร่างกายก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษเหล่านี้ไปด้วย
ผลกระทบที่มีต่อร่างกายก็คือ ก่อนเที่ยงถึงบ่ายจะง่วงนอน เนื่องจากหัวใจได้รับเลือดที่ไม่สะอาดไปหล่อเลี้ยง จึงอ่อนล้าและไม่สดชื่น และจะมีกลิ่นตัวและกลิ่นปาก เพราะปอดจะขับสิ่งสกปรกที่ได้รับออกทางผิวหนังและลมหายใจ
หรือถ้าไม่ ยอมขับถ่ายในตอนเช้าให้เป็นกิจวัตรนานๆ เข้า เป็นระยะเวลาหลายปี เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง แถมยังไม่ทานอาหารเช้าในช่วงเวลานั้นอีก สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำจะเสื่อมเร็ว
รู้อย่างนี้แล้ว ควรฝึกการขับถ่ายในตอนเช้าให้เป็นลักษณนิสัย และเห็นความสำคัญของอาหารเช้า เพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง.
Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=134903&categoryID=424
เมื่อถึงเวลาที่กระเพาะอาหารทำงาน เพื่อนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วไม่มีอาหารที่ควรทานตอนเช้าเข้าไปย่อย อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ไม่ขับถ่ายออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ มาที่กระเพาะอาหาร ในอุจจาระเก่าพวกนี้จะมีแก๊สที่เสียแล้ว แก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดไม่สะอาด เมื่อเลือดเหล่านี้ไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ร่างกายก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษเหล่านี้ไปด้วย
ผลกระทบที่มีต่อร่างกายก็คือ ก่อนเที่ยงถึงบ่ายจะง่วงนอน เนื่องจากหัวใจได้รับเลือดที่ไม่สะอาดไปหล่อเลี้ยง จึงอ่อนล้าและไม่สดชื่น และจะมีกลิ่นตัวและกลิ่นปาก เพราะปอดจะขับสิ่งสกปรกที่ได้รับออกทางผิวหนังและลมหายใจ
หรือถ้าไม่ ยอมขับถ่ายในตอนเช้าให้เป็นกิจวัตรนานๆ เข้า เป็นระยะเวลาหลายปี เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง แถมยังไม่ทานอาหารเช้าในช่วงเวลานั้นอีก สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เมื่อแก่ตัวความจำจะเสื่อมเร็ว
รู้อย่างนี้แล้ว ควรฝึกการขับถ่ายในตอนเช้าให้เป็นลักษณนิสัย และเห็นความสำคัญของอาหารเช้า เพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง.
Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=134903&categoryID=424
ธรรมะ อินเทรนด์ : มรณานุสติ : สบตากับความตาย (1)
เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 13 เมษายน 2554
ในขณะที่ความตายเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้ที่จะต้องเผชิญ และเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับญาติวงศ์ซึ่งยังอยู่ กระทั่งเป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่ประหวั่นพรั่นพรึงไม่อยากพูดถึง ไม่อยากพานพบ และไม่ปรารถนาจะให้มาถึงตนเร็วเกินไป แต่พระพุทธศาสนากลับมีท่าทีตรงกันข้าม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราชาวพุทธฝึก “สบตากับความตาย” เอาไว้เสมอ เพราะมีแต่การเรียนรู้ที่จะสบตากับความตายเท่านั้น ที่เราจะสามารถอยู่เหนือความตายได้
ในพระไตรปิฎกมีพระพุทธวัจนะจำนวนมากที่แนะนำให้ชาวพุทธฝึกสบตากับความตาย ลองพิจารณาข้อความดังต่อไปนี้ก็จะพบว่า ศิลปะการสบตากับความตายนั้น มีว่าอย่างไร (สำนวนแปลโดยพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต)
“อายุของมนุษย์ทั้งหลายน้อย สัตบุรุษพึงดูหมิ่นอายุที่น้อยนั้น, พึงประพฤติเหมือนถูกไฟไหม้ศีรษะ, การที่มัจจุราชจะไม่มาหานั้น เป็นอันไม่มี. วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตก็หดสั้นเข้า, อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป เหมือนดังน้ำค้างในธารน้ำน้อย”
“ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีใครรู้ ทั้งยาก ทั้งน้อย และคนละคนด้วยทุกข์ ความเพียรพยายามที่จะช่วยให้สัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ต้องตายนั้น ไม่มีเลย, แม้อยู่ได้ถึงชรา ก็ต้องตาย, เพราะสัตว์ทั้งหลายมีธรรมดาอย่างนี้เอง”
“ผลไม้สุกแล้ว ก็มีผลิตตลอดเวลา จากการที่จะต้องร่วงหล่นไป ฉันใด, สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีผลิตตลอดเวลาจากการที่จะต้องตาย ฉันนั้น ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้วทั้งหมด ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูที่ไปเป็นเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด”
“เมื่อคนเขาเหล่านั้น ถูกมฤตยูครอบเงาแล้ว ต้องไปปรโลก, บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ ญาติทั้งหลายจะป้องกันเหล่าญาติไว้ก็ไม่ได้. ดูเถิด ทั้งที่หมู่ญาติกำลังมองดูพร่ำรำพันอยู่ด้วยประการต่าง ๆ ผู้จะต้องตาย ก็ถูกพาไปแต่ลำพังคนเดียว เหมือนโคที่เขาเอาไปฆ่า”
“โลกถูกความแก่และความตายบดขยี้อย่างนี้เอง, ปราชญ์ทั้งหลายรู้เท่าทันกระบวนความเป็นไปของโลกแล้วจึงไม่เศร้าโศก”
“ท่านไม่รู้ทาง ไม่ว่าของผู้มา หรือของผู้ไป, เมื่อมองไม่เห็นปลายสุดทั้งสองด้าน จะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์. ถ้าคนหลงไหลคร่ำครวญเบียดเบียนตนเองแล้วจะทำประโยชน์อะไรให้เกิดขึ้นมาได้ บ้างแล้วไซร้, ท่านผู้มีจิตวิญญาณก็คงทำอย่างนั้นบ้าง”
“การร้องไห้หรือโศกเศร้า จะช่วยให้จิตใจสงบสบาย ก็หาไม่, มีแต่จะเกิดทุกข์ทับทวี ทั้งร่างกายก็พลอยจะทรุดโทรม จะเบียดเบียนตัวเองของตัวเอง จนกลายเป็นคนซูบผอมหมดผิวพรรณ. ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะอาศัยการร้องไห้คร่ำครวญนั้นเป็นเครื่องช่วยตัวเขา ก็ไม่ได้, การคร่ำครวญร่ำไห้จึงไร้ประโยชน์. คนที่สลัดความโศกเศร้าไม่ได้มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตกอยู่ในอำนาจความโศกเศร้า ก็มีแต่จะทุกข์หนักยิ่งขึ้น”
“ดูสิ ถึงคนอื่น ๆ ก็กำลังเตรียมจะเดินทางกันไปตามกรรม. ที่นี่ ประดาสัตว์เผชิญกับอำนาจของพญามัจจุราชเข้าแล้ว ต่างก็กำลังดิ้นรนกันอยู่ทั้งนั้น”.
Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=132476&categoryID=671
ในขณะที่ความตายเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้ที่จะต้องเผชิญ และเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับญาติวงศ์ซึ่งยังอยู่ กระทั่งเป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่ประหวั่นพรั่นพรึงไม่อยากพูดถึง ไม่อยากพานพบ และไม่ปรารถนาจะให้มาถึงตนเร็วเกินไป แต่พระพุทธศาสนากลับมีท่าทีตรงกันข้าม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราชาวพุทธฝึก “สบตากับความตาย” เอาไว้เสมอ เพราะมีแต่การเรียนรู้ที่จะสบตากับความตายเท่านั้น ที่เราจะสามารถอยู่เหนือความตายได้
ในพระไตรปิฎกมีพระพุทธวัจนะจำนวนมากที่แนะนำให้ชาวพุทธฝึกสบตากับความตาย ลองพิจารณาข้อความดังต่อไปนี้ก็จะพบว่า ศิลปะการสบตากับความตายนั้น มีว่าอย่างไร (สำนวนแปลโดยพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต)
“อายุของมนุษย์ทั้งหลายน้อย สัตบุรุษพึงดูหมิ่นอายุที่น้อยนั้น, พึงประพฤติเหมือนถูกไฟไหม้ศีรษะ, การที่มัจจุราชจะไม่มาหานั้น เป็นอันไม่มี. วันคืนย่อมล่วงไป ชีวิตก็หดสั้นเข้า, อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมหมดสิ้นไป เหมือนดังน้ำค้างในธารน้ำน้อย”
“ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีใครรู้ ทั้งยาก ทั้งน้อย และคนละคนด้วยทุกข์ ความเพียรพยายามที่จะช่วยให้สัตว์ที่เกิดมาแล้วไม่ต้องตายนั้น ไม่มีเลย, แม้อยู่ได้ถึงชรา ก็ต้องตาย, เพราะสัตว์ทั้งหลายมีธรรมดาอย่างนี้เอง”
“ผลไม้สุกแล้ว ก็มีผลิตตลอดเวลา จากการที่จะต้องร่วงหล่นไป ฉันใด, สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีผลิตตลอดเวลาจากการที่จะต้องตาย ฉันนั้น ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้วทั้งหมด ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูที่ไปเป็นเบื้องหน้าด้วยกันทั้งหมด”
“เมื่อคนเขาเหล่านั้น ถูกมฤตยูครอบเงาแล้ว ต้องไปปรโลก, บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ ญาติทั้งหลายจะป้องกันเหล่าญาติไว้ก็ไม่ได้. ดูเถิด ทั้งที่หมู่ญาติกำลังมองดูพร่ำรำพันอยู่ด้วยประการต่าง ๆ ผู้จะต้องตาย ก็ถูกพาไปแต่ลำพังคนเดียว เหมือนโคที่เขาเอาไปฆ่า”
“โลกถูกความแก่และความตายบดขยี้อย่างนี้เอง, ปราชญ์ทั้งหลายรู้เท่าทันกระบวนความเป็นไปของโลกแล้วจึงไม่เศร้าโศก”
“ท่านไม่รู้ทาง ไม่ว่าของผู้มา หรือของผู้ไป, เมื่อมองไม่เห็นปลายสุดทั้งสองด้าน จะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์. ถ้าคนหลงไหลคร่ำครวญเบียดเบียนตนเองแล้วจะทำประโยชน์อะไรให้เกิดขึ้นมาได้ บ้างแล้วไซร้, ท่านผู้มีจิตวิญญาณก็คงทำอย่างนั้นบ้าง”
“การร้องไห้หรือโศกเศร้า จะช่วยให้จิตใจสงบสบาย ก็หาไม่, มีแต่จะเกิดทุกข์ทับทวี ทั้งร่างกายก็พลอยจะทรุดโทรม จะเบียดเบียนตัวเองของตัวเอง จนกลายเป็นคนซูบผอมหมดผิวพรรณ. ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะอาศัยการร้องไห้คร่ำครวญนั้นเป็นเครื่องช่วยตัวเขา ก็ไม่ได้, การคร่ำครวญร่ำไห้จึงไร้ประโยชน์. คนที่สลัดความโศกเศร้าไม่ได้มัวทอดถอนใจถึงคนที่ตายไปแล้ว ตกอยู่ในอำนาจความโศกเศร้า ก็มีแต่จะทุกข์หนักยิ่งขึ้น”
“ดูสิ ถึงคนอื่น ๆ ก็กำลังเตรียมจะเดินทางกันไปตามกรรม. ที่นี่ ประดาสัตว์เผชิญกับอำนาจของพญามัจจุราชเข้าแล้ว ต่างก็กำลังดิ้นรนกันอยู่ทั้งนั้น”.
Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=132476&categoryID=671
ธรรมะอินเทรนด์:มรณานุสติ:สบตากับความตาย(2)
เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 20 เมษายน 2554
“คนทั้งหลายคิดหมายไว้อย่างใด ต่อมากาลก็กลับกลายไปเป็นอย่างอื่น.ความพลัดพรากจากกันก็เป็นอย่างนี้แหละ. ดูเถิดกระบวนความเป็นไปของโลก แม้จะมีคนอยู่ได้ถึงร้อยปีหรือเกินกว่านั้น เขาก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ต้องทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้อยู่ดี.
“เพราะฉะนั้น สาธุชนสดับคำสอนของท่านผู้ไกลกิเลสแล้ว พึงระงับความคร่ำครวญรำพันเสีย. เห็นคนล่วงลับจากไปก็ทำใจได้ว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว เราจะขอให้เป็นอยู่อีกย่อมไม่ได้. ธีรชน คนฉลาด มีปัญญาเป็นบัณฑิต พึงระงับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นแล้วได้โดยฉับพลัน เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ลุกลาม และเหมือนลมพัดปุยนุ่น”
“ผู้ใฝ่สุขแก่ตัว พึงระงับความคร่ำครวญรำพัน ความโหยหาและโทมนัสเสีย, พึงถอนลูกศรที่เสียบตัวทิ้งไป. ผู้ที่ถอนลูกศรได้แล้วเป็นอิสระ ก็จะประสบความสงบใจ. จะผ่านพ้นความโศกเศร้าไปได้หมด กลายเป็นผู้ไร้โศกเย็นใจ”
“มนุษย์นี้ ตั้งแต่เริ่มเกิดอยู่ในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เมื่อเริ่มชีวิตขึ้นมาแล้ว ก็มีแต่จะบ่ายหน้าไป ไม่หวนหลังกลับคืน. คนทั้งหลายถึงจะพรั่งพร้อมด้วยกำลังพล จะต่อสู้ให้ไม่แก่ไม่ตาย ก็ไม่ได้, ปวงสัตว์ล้วนถูกชาติและชราย่ำยี, เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะบำเพ็ญธรรม. ราชา
ผู้เป็นรัฏฐาธิบดีอาจเอาชนะกองทัพ ซึ่งมีพลทั้งสี่เหล่า (ช้าง ม้า รถ ราบ) ที่น่าสะพรึงกลัวได้ แต่ไม่สามารถเอาชนะ พญามัจจุราช... ราชาบางพวกแวดล้อมด้วยพลช้างและพลม้า พลรถ และพลราบ แล้วหลุดพ้นเงื้อมมือข้าศึกไปได้ แต่ไม่อาจตีหักให้พ้นพญามัจจุราช...ราชาทั้งหลายผู้แกล้วกล้า สามารถหักค่ายทำลายข้าศึกมากมาย ได้ด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบ แต่ไม่อาจย่ำยีพญามัจจุราช ฯลฯ มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบวงสรวงทำให้ยักษ์ ปิศาจ หรือเปรตทั้งหลาย แม้ที่เกรี้ยวกราด
แล้วยอมสงบพิโรธได้ แต่จะทำให้พญามัจจุราชยินยอมหาได้ไม่ ฯลฯ ผู้ต้องหา ทำผิดฐานประทุษร้ายต่อองค์ราชา หรือต่อราชสมบัติ ก็ดี ผู้ร้ายที่เบียดเบียนประชาชน ก็ดี ยังมีทางขอให้พระราชาทรงผ่อนปรนพระราชทานอภัยโทษได้ แต่จะทำให้พญามัจจุราชผ่อนผันยอมตามหาได้ไม่... จะเป็นกษัตริย์ก็ตาม พราหมณ์ ก็ตาม จะร่ำรวย มีกำลังอิทธิพล หรือมีเดชศักดาแค่ไหน พญามัจจุราชก็ไม่เห็นแก่ใครเลย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะบำเพ็ญธรรม ฯลฯ ธรรมนั่นแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม, ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้, นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว. ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. ธรรมกับอธรรม สองอย่างนี้ จะมีผลเสมอกันก็หาไม่, อธรรมย่อมนำไปสู่นรก, ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ”
“เปรียบเหมือนว่า ภูเขาใหญ่ศิลาล้วนสูงจดท้องฟ้า กลิ้งเข้ามารอบด้าน ทั้งสี่ทิศ บดขยี้สัตว์ทั้งหลายเสีย ฉันใด ความแก่และความตายก็ครอบงำสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น, ทั้งกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์และศูทร ตลอดจนจัณฑาลและคนเก็บกวาดขยะ ชราและมรณะย่อมย่ำยีทั้งหมด ไม่ละเว้นใครเลย. ณ ที่นั้น ไม่มี ยุทธภูมิสำหรับพลช้าง สำหรับพลรถ หรือสำหรับพลราบ. จะใช้เวทมนตร์ต่อสู้หรือเอาทรัพย์สินจ้าง ก็ไม่อาจเอาชนะได้. เพราะฉะนั้น คนฉลาด (บัณฑิต) เมื่อมองเห็นประโยชน์ (ที่แท้) แก่ตน พึงปลูกฝังศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์. ผู้ใดประพฤติธรรมด้วยกาย วาจา ใจ ผู้นั้นย่อมเป็นที่สรรเสริญในโลกนี้, จากไปแล้ว ก็บันเทิงในสวรรค์”
“ชาวโลกถูกมัจจุราชคอยประหัตประหาร ถูกชราปิดล้อมไว้ ถูกลูกศรแห่งตัณหาทิ่มแทง พล่านไปด้วยความปรารถนาตลอดทุกเวลา. ชาวโลกถูกมัจจุราชห้ำหั่น ถูกชราล้อมไว้ ไม่มีอะไรต้านทานได้ จึงเดือดร้อนอยู่ร่ำไป ราวกะเป็นคนร้ายที่ถูกลงโทษ. ความตายความเจ็บไข้และความแก่ เป็นเหมือนไฟ ๓ กองที่คอยไล่ตาม, กำลังที่จะรับมือได้ก็ไม่มี แรงเร็วที่จะวิ่งหนีก็ไม่พอ (เพราะฉะนั้น) เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมากก็ให้ได้อะไรบ้าง เพราะวันคืนล่วงไป ชีวิตของคนก็พร่องลงไปจากประโยชน์ที่จะทำ. จะเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม วาระสุดท้ายก็ใกล้เข้ามา ๆ, ท่านจึงไม่ควรประมาทเวลา.”
ว.วชิรเมธี
สถาบันวิมุตตยาลัย
Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=133684&categoryID=671
“คนทั้งหลายคิดหมายไว้อย่างใด ต่อมากาลก็กลับกลายไปเป็นอย่างอื่น.ความพลัดพรากจากกันก็เป็นอย่างนี้แหละ. ดูเถิดกระบวนความเป็นไปของโลก แม้จะมีคนอยู่ได้ถึงร้อยปีหรือเกินกว่านั้น เขาก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ต้องทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้อยู่ดี.
“เพราะฉะนั้น สาธุชนสดับคำสอนของท่านผู้ไกลกิเลสแล้ว พึงระงับความคร่ำครวญรำพันเสีย. เห็นคนล่วงลับจากไปก็ทำใจได้ว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว เราจะขอให้เป็นอยู่อีกย่อมไม่ได้. ธีรชน คนฉลาด มีปัญญาเป็นบัณฑิต พึงระงับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นแล้วได้โดยฉับพลัน เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ลุกลาม และเหมือนลมพัดปุยนุ่น”
“ผู้ใฝ่สุขแก่ตัว พึงระงับความคร่ำครวญรำพัน ความโหยหาและโทมนัสเสีย, พึงถอนลูกศรที่เสียบตัวทิ้งไป. ผู้ที่ถอนลูกศรได้แล้วเป็นอิสระ ก็จะประสบความสงบใจ. จะผ่านพ้นความโศกเศร้าไปได้หมด กลายเป็นผู้ไร้โศกเย็นใจ”
“มนุษย์นี้ ตั้งแต่เริ่มเกิดอยู่ในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เมื่อเริ่มชีวิตขึ้นมาแล้ว ก็มีแต่จะบ่ายหน้าไป ไม่หวนหลังกลับคืน. คนทั้งหลายถึงจะพรั่งพร้อมด้วยกำลังพล จะต่อสู้ให้ไม่แก่ไม่ตาย ก็ไม่ได้, ปวงสัตว์ล้วนถูกชาติและชราย่ำยี, เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะบำเพ็ญธรรม. ราชา
ผู้เป็นรัฏฐาธิบดีอาจเอาชนะกองทัพ ซึ่งมีพลทั้งสี่เหล่า (ช้าง ม้า รถ ราบ) ที่น่าสะพรึงกลัวได้ แต่ไม่สามารถเอาชนะ พญามัจจุราช... ราชาบางพวกแวดล้อมด้วยพลช้างและพลม้า พลรถ และพลราบ แล้วหลุดพ้นเงื้อมมือข้าศึกไปได้ แต่ไม่อาจตีหักให้พ้นพญามัจจุราช...ราชาทั้งหลายผู้แกล้วกล้า สามารถหักค่ายทำลายข้าศึกมากมาย ได้ด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบ แต่ไม่อาจย่ำยีพญามัจจุราช ฯลฯ มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบวงสรวงทำให้ยักษ์ ปิศาจ หรือเปรตทั้งหลาย แม้ที่เกรี้ยวกราด
แล้วยอมสงบพิโรธได้ แต่จะทำให้พญามัจจุราชยินยอมหาได้ไม่ ฯลฯ ผู้ต้องหา ทำผิดฐานประทุษร้ายต่อองค์ราชา หรือต่อราชสมบัติ ก็ดี ผู้ร้ายที่เบียดเบียนประชาชน ก็ดี ยังมีทางขอให้พระราชาทรงผ่อนปรนพระราชทานอภัยโทษได้ แต่จะทำให้พญามัจจุราชผ่อนผันยอมตามหาได้ไม่... จะเป็นกษัตริย์ก็ตาม พราหมณ์ ก็ตาม จะร่ำรวย มีกำลังอิทธิพล หรือมีเดชศักดาแค่ไหน พญามัจจุราชก็ไม่เห็นแก่ใครเลย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าจะบำเพ็ญธรรม ฯลฯ ธรรมนั่นแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม, ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้, นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว. ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. ธรรมกับอธรรม สองอย่างนี้ จะมีผลเสมอกันก็หาไม่, อธรรมย่อมนำไปสู่นรก, ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ”
“เปรียบเหมือนว่า ภูเขาใหญ่ศิลาล้วนสูงจดท้องฟ้า กลิ้งเข้ามารอบด้าน ทั้งสี่ทิศ บดขยี้สัตว์ทั้งหลายเสีย ฉันใด ความแก่และความตายก็ครอบงำสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น, ทั้งกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์และศูทร ตลอดจนจัณฑาลและคนเก็บกวาดขยะ ชราและมรณะย่อมย่ำยีทั้งหมด ไม่ละเว้นใครเลย. ณ ที่นั้น ไม่มี ยุทธภูมิสำหรับพลช้าง สำหรับพลรถ หรือสำหรับพลราบ. จะใช้เวทมนตร์ต่อสู้หรือเอาทรัพย์สินจ้าง ก็ไม่อาจเอาชนะได้. เพราะฉะนั้น คนฉลาด (บัณฑิต) เมื่อมองเห็นประโยชน์ (ที่แท้) แก่ตน พึงปลูกฝังศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์. ผู้ใดประพฤติธรรมด้วยกาย วาจา ใจ ผู้นั้นย่อมเป็นที่สรรเสริญในโลกนี้, จากไปแล้ว ก็บันเทิงในสวรรค์”
“ชาวโลกถูกมัจจุราชคอยประหัตประหาร ถูกชราปิดล้อมไว้ ถูกลูกศรแห่งตัณหาทิ่มแทง พล่านไปด้วยความปรารถนาตลอดทุกเวลา. ชาวโลกถูกมัจจุราชห้ำหั่น ถูกชราล้อมไว้ ไม่มีอะไรต้านทานได้ จึงเดือดร้อนอยู่ร่ำไป ราวกะเป็นคนร้ายที่ถูกลงโทษ. ความตายความเจ็บไข้และความแก่ เป็นเหมือนไฟ ๓ กองที่คอยไล่ตาม, กำลังที่จะรับมือได้ก็ไม่มี แรงเร็วที่จะวิ่งหนีก็ไม่พอ (เพราะฉะนั้น) เวลาแต่ละวันอย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมากก็ให้ได้อะไรบ้าง เพราะวันคืนล่วงไป ชีวิตของคนก็พร่องลงไปจากประโยชน์ที่จะทำ. จะเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม วาระสุดท้ายก็ใกล้เข้ามา ๆ, ท่านจึงไม่ควรประมาทเวลา.”
ว.วชิรเมธี
สถาบันวิมุตตยาลัย
Source: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=133684&categoryID=671
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)